أسقط
คำปราศรัยของนายพลจากบราซิล
تم النشر بتاريخ 22 حَزِيران 2023
คณะกรรมการกำกับดูแลกลับคำตัดสินเดิมของ Meta ที่ปล่อยให้วิดีโอบน Facebook ซึ่งมีภาพนายพลจากบราซิลเรียกร้องให้ผู้คน “go to the National Congress and the Supreme Court” (มุ่งหน้าไปยังรัฐสภาแห่งชาติและศาลฎีกา) ได้อยู่บนแพลตฟอร์มต่อไป
ข้อมูลโดยสรุปของกรณี
คณะกรรมการกำกับดูแลกลับคำตัดสินเดิมของ Meta ที่ปล่อยให้วิดีโอบน Facebook ซึ่งมีภาพนายพลจากบราซิลเรียกร้องให้ผู้คน “hit the streets” (ออกมาเดินถนน) และ “go to the National Congress and the Supreme Court” (มุ่งหน้าไปยังรัฐสภาแห่งชาติและศาลฎีกา) ได้อยู่บนแพลตฟอร์มต่อไป แม้คณะกรรมการจะรับทราบว่า Meta ได้จัดทำมาตรการหลายอย่างเพื่อประเมินและบรรเทาความเสี่ยงทั้งในช่วงการเลือกตั้งและหลังจากนั้น แต่เนื่องจากแพลตฟอร์มของบริษัทก็อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ยุยงให้เกิดความรุนแรงอันเกี่ยวกับการเลือกตั้ง Meta จึงควรเพิ่มความพยายามในการป้องกัน บรรเทา และจัดการกับผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ต่อไป คณะกรรมการแนะนำให้ Meta จัดทำกรอบการทำงานสำหรับการประเมินการดำเนินการของบริษัทด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมเพื่อป้องกันไม่ให้แพลตฟอร์มถูกนำไปใช้ส่งเสริมความรุนแรงทางการเมือง
เกี่ยวกับกรณี
การเลือกตั้งประธานาธิบดีของบราซิลในเดือนตุลาคม 2565 มีสภาวะการแบ่งขั้วที่รุนแรง และมีการร่วมกันกล่าวอ้างอย่างกว้างขวางทั้งบนโลกออนไลน์และชีวิตจริงที่ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของการเลือกตั้ง ซึ่งรวมถึงการเรียกร้องให้กองทัพเข้าแทรกแซง และให้บุกรุกอาคารของรัฐบาลเพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลใหม่ การขึ้นดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2566 ของประธานาธิบดี Luiz Inácio Lula da Silva ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความรุนแรงทางการเมืองลดลงไปจากเดิม ยังคงมีสถานการณ์ความวุ่นวาย การประท้วง และการปักหลักชุมนุมที่หน้าฐานทัพทหาร
หลังจากนั้น 2 วัน เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2566 ผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งโพสต์วิดีโอที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งของบราซิลเมื่อปี 2565 มีคำบรรยายเป็นภาษาโปรตุเกสที่รวมถึงการเรียกร้องให้ “besiege” (ปิดล้อม) รัฐสภาของบราซิลเป็น “the last alternative” (ทางเลือกสุดท้าย) วิดีโอยังแสดงส่วนหนึ่งของคำปราศรัยจากนายพลคนสำคัญของบราซิลซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการได้รับเลือกตั้งอีกสมัยของอดีตประธานาธิบดี Jair Bolsonaro โดยในวิดีโอ นายพลคนดังกล่าวแต่งชุดเครื่องแบบและเรียกร้องให้ผู้คน “hit the streets” (ออกมาเดินถนน) และ “go to the National Congress … [and the] Supreme Court” (มุ่งหน้าไปยังรัฐสภาแห่งชาติ … [และ] ศาลฎีกา) จากนั้นวิดีโอแสดงภาพชุดหนึ่งตามลำดับโดยรวมถึงภาพไฟที่โหมกระหน่ำใน Three Powers Plaza ใน Brasília ซึ่งเป็นที่ตั้งของทำเนียบประธานาธิบดี รัฐสภา และศาลฎีกาของบราซิล ข้อความบนภาพเขียนเป็นภาษาโปรตุเกสว่า “Come to Brasília! Let’s Storm it! Let’s besiege the three powers.” (มาที่ Brasília! บุกไปกัน! มาล้อมอำนาจทั้งสามกันเถอะ) ข้อความบนภาพอีกภาพเขียนว่า “we demand the source code” (เราต้องการซอร์สโค้ด) ซึ่งเป็นสโลแกนที่ผู้ประท้วงใช้เพื่อตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ของบราซิล
ในวันที่โพสต์เนื้อหา มีผู้ใช้รายหนึ่งรายงานเนื้อหาว่าละเมิดมาตรฐานชุมชนของ Meta ด้านความรุนแรงและการยุยง ซึ่งห้ามไม่ให้มีการเรียกร้องให้ใช้กำลังเพื่อบุกเข้าไปยังสถานที่อันมีความเสี่ยงสูง โดยรวมแล้ว มีผู้ใช้ 4 รายรายงานเนื้อหา 7 ครั้งระหว่างวันที่ 3 และ 4 มกราคม หลังจากการรายงานครั้งแรก ผู้ตรวจสอบเนื้อหาทำการตรวจสอบและพบว่าเนื้อหาไม่ละเมิดนโยบายของ Meta ผู้ใช้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสิน แต่ผู้ตรวจสอบเนื้อหาคนที่สองยืนตามคำตัดสินเดิม ในวันถัดมา ผู้ควบคุมที่แตกต่างกัน 5 คนตรวจสอบรายงานอีก 6 ครั้งที่เหลือ ซึ่งผู้ควบคุมทุกคนเห็นว่าเนื้อหาไม่ได้ละเมิดนโยบายของ Meta
เมื่อวันที่ 8 มกราคม ผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี Bolsonaro บุกเข้าไปในรัฐสภา ศาลฎีกา และทำเนียบประธานาธิบดีที่ตั้งอยู่ใน “Three Powers Plaza” ใน Brasília มีการข่มขู่ตำรวจและทำลายทรัพย์สิน ต่อมาวันที่ 9 มกราคม Meta ประกาศให้การจลาจลเมื่อวันที่ 8 มกราคมเป็น “เหตุการณ์ที่ละเมิด” ภายใต้นโยบายด้านบุคคลและองค์กรที่เป็นอันตราย และระบุว่าบริษัทจะลบ “เนื้อหาที่สนับสนุนหรือชื่นชมการกระทำเหล่านี้” อีกทั้งยังประกาศด้วยว่าบริษัทได้ “กำหนดให้บราซิลเป็นสถานที่อันมีความเสี่ยงสูงชั่วคราว” และได้ “ลบเนื้อหาที่เรียกร้องให้ผู้คนหยิบอาวุธหรือใช้กำลังบุกเข้ารัฐสภา ทำเนียบประธานาธิบดี และอาคารอื่นๆ ของรัฐบาลกลาง”
หลังจากที่คณะกรรมการเลือกพิจารณากรณีนี้ ทาง Meta ได้ระบุว่าคำตัดสินที่ให้ไว้หลายครั้งซึ่งให้ปล่อยเนื้อหาไว้ใน Facebook นั้นเป็นข้อผิดพลาด และหลังจากที่คณะกรรมการคัดเลือกกรณีนี้เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2566 Meta ก็ได้ลบเนื้อหาออก
ข้อค้นพบสำคัญ
กรณีนี้สร้างความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพการดำเนินการของ Meta ด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมอันเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปของบราซิลเมื่อปี 2565 ตลอดจนการเลือกตั้งอื่นๆ แม้ว่าปกติแล้วการตั้งคำถามกับความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้งจะถือเป็นการแสดงออกที่ได้รับการคุ้มครอง แต่ในบางกรณี การกล่าวอ้างอย่างกว้างขวางที่พยายามบ่อนทำลายการเลือกตั้งอาจนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งในกรณีนี้ ทั้งเจตนาของผู้พูด เนื้อหาของการแสดงออกและความแพร่หลายของเนื้อหานี้ ไปจนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดอันตรายอันใกล้ในบริบทการเมืองของบราซิล ณ ขณะนั้น ล้วนเป็นเหตุผลอันสมควรให้ลบโพสต์ออก
โพสต์หนึ่งๆ จะละเมิดกฎของ Meta ด้านการเรียกร้องให้ใช้กำลังเพื่อบุกเข้าไปยังสถานที่อันมีความเสี่ยงสูงก็ต่อเมื่อสถานที่นั้นได้รับการพิจารณาว่า “มีความเสี่ยงสูง” และตั้งอยู่ในพื้นที่หรือบริเวณที่มีการกำหนดไว้ต่างหากว่าเป็น “สถานที่อันมีความเสี่ยงสูงชั่วคราว” โพสต์ในกรณีนี้เห็นได้ชัดว่าเรียกร้องให้ใช้กำลังเพื่อเข้าไปยังอาคารของรัฐบาลที่ตั้งอยู่ใน Three Powers Plaza ใน Brasília (“สถานที่อันมีความเสี่ยงสูง” ที่ตั้งอยู่ใน “สถานที่อันมีความเสี่ยงสูงชั่วคราว”) คำตัดสินในตอนแรกของ Meta ที่ปล่อยเนื้อหานี้ไว้ต่อไปในช่วงเวลาที่มีความรุนแรงทางการเมืองสูงจึงขัดต่อกฎของบริษัทอย่างชัดเจน
คณะกรรมการมีความกังวลอย่างยิ่งที่แม้จะมีสถานการณ์ความวุ่นวายในบราซิลตอนที่มีการโพสต์เนื้อหา อีกทั้งมีเนื้อหาที่คล้ายกันแพร่กระจายเป็นวงกว้างตลอดหลายสัปดาห์และหลายเดือนก่อนการจลาจลวันที่ 8 มกราคม แต่ผู้ควบคุมเนื้อหาของ Meta กลับประเมินได้หลายต่อหลายครั้งว่าเนื้อหานี้ไม่ละเมิดนโยบาย จึงไม่ได้ส่งเรื่องต่อให้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม นอกจากนี้ เมื่อคณะกรรมการขอข้อมูลจาก Meta เกี่ยวกับการกล่าวอ้างบางรายการเกี่ยวกับการเลือกตั้งในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้งของบราซิล บริษัทอธิบายว่าไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับความแพร่หลายของการกล่าวอ้างดังกล่าว ในท้ายที่สุด เนื้อหานี้ถูกลบออกหลังผ่านไปแล้วเกิน 2 สัปดาห์ ซึ่ง ณ ขณะนั้นเหตุการณ์ที่ละเมิดที่เนื้อหาเรียกร้องได้เกิดขึ้นไปแล้ว และเป็นการลบหลังจากที่คณะกรรมการหยิบยกกรณีมาสู่ความสนใจของ Meta เท่านั้น
Meta ระบุในการตอบคำถามจากคณะกรรมการว่าโดยทั่วไปแล้วบริษัทไม่มีการใช้เกณฑ์ชี้วัดใดเป็นพิเศษในการวัดผลความสำเร็จของการดำเนินการด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ดังนั้น คณะกรรมการจึงเห็นว่า Meta ควรจัดทำกรอบการทำงานสำหรับประเมินการดำเนินการของบริษัทด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และสำหรับรายงานเรื่องนี้ให้สาธารณชนรับรู้ กรอบการทำงานนี้มีเป้าหมายเพื่อจัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับบริษัทในการปรับปรุงระบบควบคุมเนื้อหาโดยรวม รวมถึงในการพิจารณาหาวิธีปรับใช้ทรัพยากรที่ดีที่สุดในบริบทของการเลือกตั้ง หากไม่มีข้อมูลเช่นนี้ ทั้งคณะกรรมการและสาธารณชนจะไม่สามารถประเมินประสิทธิภาพการดำเนินการของ Meta ด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมในระดับที่กว้างขึ้นได้
คำตัดสินของคณะกรรมการกำกับดูแล
คณะกรรมการกำกับดูแลกลับคำตัดสินเดิมของ Meta ที่ปล่อยโพสต์ไว้บนแพลตฟอร์ม
นอกจากนี้ คณะกรรมการแนะนำให้ Meta ดำเนินการดังต่อไปนี้
- จัดทำกรอบการทำงานสำหรับประเมินการดำเนินการด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ซึ่งรวมถึงการสร้างและเผยแพร่เกณฑ์ชี้วัดสำหรับการดำเนินการด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมที่ประสบความสำเร็จ โดยครอบคลุมเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้นโยบายเนื้อหาและแนวทางของ Meta ต่อโฆษณาด้วย
- อธิบายให้ชัดเจนในศูนย์ความโปร่งใสว่านอกเหนือจากโปรโตคอลนโยบายสำหรับภาวะวิกฤตแล้ว บริษัทยังใช้โปรโตคอลอื่นในการพยายามป้องกันและจัดการกับความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายซึ่งอาจมีอยู่ในสถานการณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือในเหตุการณ์อันมีความเสี่ยงสูงอื่นๆ
*ข้อมูลโดยสรุปของกรณีจะกล่าวถึงภาพรวมของกรณีนี้และไม่อาจถือเป็นบรรทัดฐาน
คำตัดสินฉบับสมบูรณ์ของกรณี
1. ข้อมูลโดยสรุปของคำตัดสิน
คณะกรรมการกำกับดูแลกลับคำตัดสินเดิมของ Meta ที่ปล่อยให้วิดีโอบน Facebook ซึ่งมีภาพนายพลจากบราซิลเรียกร้องให้ผู้คน “hit the streets” (ออกมาเดินถนน) และ “go to the National Congress and the Supreme Court” (มุ่งหน้าไปยังรัฐสภาแห่งชาติและศาลฎีกา) ได้อยู่บนแพลตฟอร์มต่อไป การเรียกร้องเหล่านี้ตามมาด้วยภาพ Three Powers Plaza ใน Brasília ซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารของรัฐบาลกำลังถูกไฟไหม้ มีข้อความบนภาพเขียนว่า “Come to Brasília! Let’s storm it! Let’s besiege the three powers.” (มาที่ Brasília! บุกไปกัน! มาล้อมอำนาจทั้งสามกันเถอะ) คณะกรรมการเห็นว่าข้อความเหล่านี้เป็นการเรียกร้องอย่างชัดเจนโดยปราศจากความคลุมเครือให้บุกรุกและเข้าควบคุมอาคารเหล่านี้ในบริบทที่ผู้สนับสนุน Bolsonaro โต้แย้งผลการเลือกตั้งและเรียกร้องให้กองทัพเข้าแทรกแซงเพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล หลังจากที่คณะกรรมการคัดเลือกกรณีนี้มาทบทวน Meta ได้กลับคำตัดสินเดิมและลบเนื้อหาออกจาก Facebook
กรณีนี้สร้างความกังวลในระดับที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับประสิทธิภาพการดำเนินการของ Meta ด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมอันเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปของบราซิลเมื่อปี 2565 ตลอดจนการเลือกตั้งอื่นๆ เพราะปกติแล้วการตั้งคำถามกับความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้งถือเป็นการแสดงออกที่ได้รับการคุ้มครอง แต่ในบางกรณี การกล่าวอ้างอย่างกว้างขวางทั้งบนโลกออนไลน์และในชีวิตจริงที่พยายามบ่อนทำลายการเลือกตั้งอาจนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งกรณีนี้มีการกล่าวอ้างดังกล่าว และในบราซิลก็มีสัญญาณเตือนครบทุกสัญญาณว่าจะเกิดความรุนแรงดังกล่าวขึ้น แม้คณะกรรมการจะรับทราบว่า Meta ได้จัดทำมาตรการหลายอย่างเพื่อประเมินและบรรเทาความเสี่ยงทั้งในช่วงการเลือกตั้งและหลังจากนั้น แต่เนื่องจากแพลตฟอร์มของบริษัทก็อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ยุยงให้เกิดความรุนแรงอันเกี่ยวกับการเลือกตั้ง Meta จึงควรเพิ่มความพยายามในการป้องกัน บรรเทา และจัดการกับผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ต่อไป ช่วงระยะเวลาหลังการเลือกตั้งควรอยู่ในการดำเนินการของ Meta ด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมด้วยเพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ดังนั้น คณะกรรมการจึงแนะนำให้ Meta จัดทำกรอบการทำงานสำหรับประเมินการดำเนินการของบริษัทด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และสำหรับรายงานเรื่องนี้ให้สาธารณชนรับรู้ กรอบการทำงานดังกล่าวควรรวมถึงเกณฑ์ชี้วัดความสำเร็จสำหรับการดำเนินการด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมของ Meta ในแง่มุมที่เกี่ยวข้องที่สุด ซึ่งจะทำให้บริษัทไม่เพียงสามารถระบุและแก้ไขข้อผิดพลาดได้เท่านั้น แต่ยังสามารถติดตามประสิทธิภาพของมาตรการของบริษัทในสถานการณ์ภาวะวิกฤตได้อีกด้วย นอกจากนี้ คณะกรรมการแนะนำให้ Meta อธิบายให้ชัดเจนเกี่ยวกับโปรโตคอลและมาตรการต่างๆ ที่บริษัทใช้เพื่อป้องกันและจัดการกับความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายซึ่งอาจมีอยู่ในสถานการณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือในเหตุการณ์อันมีความเสี่ยงสูงอื่นๆ โดยให้รวมถึงการระบุชื่อและการอธิบายโปรโตคอลและมาตรการดังกล่าว ตลอดจนวัตถุประสงค์ จุดเกี่ยวเนื่องระหว่างกัน และข้อแตกต่างระหว่างกัน โปรโตคอลดังกล่าวต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนขึ้น และมีเจ้าหน้าที่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดำเนินงานเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่มีความเสี่ยงสูงว่าจะเกิดความรุนแรงทางการเมือง คำแนะนำเหล่านี้จะช่วยปรับปรุงระบบควบคุมเนื้อหาโดยรวมของบริษัทให้ดียิ่งขึ้นด้วยการทำให้ Meta มีความพร้อมมากขึ้นในการป้องกันไม่ให้แพลตฟอร์มถูกใช้เพื่อส่งเสริมความรุนแรงทางการเมือง รวมถึงยกระดับการตอบสนองต่อความรุนแรงเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยทั่วไปด้วย
2. คำอธิบายและภูมิหลังของกรณี
เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2566 ผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งโพสต์วิดีโอที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งของบราซิลเมื่อปี 2565 มีคำบรรยายเป็นภาษาโปรตุเกสที่รวมถึงการเรียกร้องให้ “besiege” (ปิดล้อม) รัฐสภาของบราซิลเป็น “the last alternative” (ทางเลือกสุดท้าย) วิดีโอมีความยาว 1 นาที 32 วินาที และแสดงส่วนหนึ่งของคำปราศรัยจากนายพลคนสำคัญของบราซิลซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการได้รับเลือกตั้งอีกสมัยของอดีตประธานาธิบดี Jair Bolsonaro โดยในวิดีโอ นายพลคนดังกล่าวแต่งชุดเครื่องแบบและเรียกร้องให้ผู้คน “hit the streets” (ออกมาเดินถนน) และ “go to the National Congress … [and the] Supreme Court” (มุ่งหน้าไปยังรัฐสภาแห่งชาติ … [และ] ศาลฎีกา) จากนั้นวิดีโอแสดงภาพชุดหนึ่งตามลำดับโดยรวมถึงภาพไฟที่โหมกระหน่ำใน Three Powers Plaza ใน Brasília ซึ่งเป็นที่ตั้งของทำเนียบประธานาธิบดี รัฐสภา และศาลฎีกาของบราซิล ข้อความบนภาพเขียนเป็นภาษาโปรตุเกสว่า “Come to Brasília! Let’s Storm it! Let’s besiege the three powers.” (มาที่ Brasília! บุกไปกัน! มาล้อมอำนาจทั้งสามกันเถอะ) ข้อความบนภาพอีกภาพเขียนว่า “we demand the source code” (เราต้องการซอร์สโค้ด) ซึ่งเป็นสโลแกนที่ผู้ประท้วงใช้เพื่อตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ของบราซิล วิดีโอมีการเล่นมากกว่า 18,000 ครั้งและไม่มีการแชร์
ก่อนที่จะมีการโพสต์เนื้อหา 2 วัน Luiz Inácio Lula da Silva คู่แข่งทางการเมืองของ Bolsonaro ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของบราซิลหลังจากที่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบตัดเชือกเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2565 ด้วยคะแนนเสียง 50.9 เปอร์เซ็นต์ ช่วงเวลาก่อน ระหว่าง และหลังการลงคะแนนเสียงทั้ง 2 รอบมีความเสี่ยงของความรุนแรงทางการเมืองในระดับสูง ซึ่งถูกกระตุ้นโดยการกล่าวอ้างเกี่ยวกับการฉ้อโกงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น สืบเนื่องจากข้อกล่าวหาว่าเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ของบราซิลมีช่องโหว่ให้ถูกแฮ็กได้ ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี Bolsonaro ที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้นเติมเชื้อไฟให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้งมากยิ่งขึ้นด้วยการกล่าวหาอย่างไม่มีหลักฐานรองรับว่าเกิดการฉ้อโกง และอ้างว่าเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์เชื่อถือไม่ได้ เจ้าหน้าที่ทหารบางคนก็พูดถึงคำกล่าวอ้างการฉ้อโกงการเลือกตั้งในทำนองเดียวกัน และพูดสนับสนุนการใช้กองทัพเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดให้กับการเลือกตั้งที่เกิดกรณีโต้แย้ง มีการรายงานหลายครั้งเกี่ยวกับโฆษณาทางการเมืองบนแพลตฟอร์มของ Meta ที่โจมตีความชอบธรรมของการเลือกตั้ง ซึ่งรวมถึงโพสต์และวิดีโอที่โจมตีหน่วยงานตุลาการและส่งเสริมให้กองทัพทำรัฐประหาร ยิ่งไปกว่านั้น Global Witness เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับบราซิลที่อธิบายว่าโฆษณาทางการเมืองซึ่งละเมิดมาตรฐานชุมชนกลับได้รับอนุมัติโดยบริษัทและแพร่กระจายอยู่บนแพลตฟอร์มของ Meta ซึ่งในข้อค้นพบได้มีการติดตามพบรายงานที่คล้ายกันจากองค์กรดังกล่าวเกี่ยวกับประเทศอื่นๆ เช่น เมียนมาและเคนยา
ช่วงเวลาหลังการเลือกตั้งเป็นช่วงที่มีสถานการณ์ความวุ่นวาย รวมถึงการประท้วง การปิดถนน และการปักหลักชุมนุมหน้าฐานทัพทหารเพื่อเรียกร้องให้กองทัพคว่ำผลการเลือกตั้ง ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาต่อคณะกรรมการระบุว่าวิดีโอในกรณีนี้ปรากฏทางออนไลน์เป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2565 หลังจากที่ผลการเลือกตั้งเป็นที่ทราบกันไม่นาน และมีเนื้อหาที่คล้ายกันอยู่ในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ตลอดระยะเวลาก่อนการจลาจลวันที่ 8 มกราคม ในวันที่ 12 ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ชัยชนะของ Lula ได้รับการยืนยันโดยศาลเลือกตั้งสูงสุด กลุ่มผู้ประท้วงที่สนับสนุน Bolsonaro กลุ่มหนึ่งพยายามบุกเข้าไปในสำนักงานใหญ่ของตำรวจสหพันธรัฐใน Brasília เกิดการทำลายทรัพย์สินหลายครั้ง ในวันที่ 24 ธันวาคม 2565 มีการพยายามวางระเบิดใกล้กับสนามบินนานาชาติของประเทศใน Brasília ผู้โจมตีถูกจับและสารภาพว่ามีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องความสนใจให้กับความต้องการที่จะสนับสนุนรัฐประหาร
การเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2566 ของประธานาธิบดีที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความรุนแรงทางการเมืองลดลงไปจากเดิม ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยที่มอบหมายโดยคณะกรรมการบ่งชี้ว่าจำนวนการกล่าวอ้างอันเป็นเท็จเกี่ยวกับเครื่องลงคะแนนพุ่งสูงสุดบนแพลตฟอร์มของ Meta หลังการลงคะแนนรอบแรกและรอบที่สอง และพุ่งสูงสุดอีกครั้งในช่วงหลายสัปดาห์หลังชัยชนะของ Lula นอกจากนี้ ในช่วงหลายวันก่อนวันที่ 8 มกราคม ผู้สนับสนุน Bolsonaro ใช้สโลแกนที่เป็นรหัสในการส่งเสริมการประท้วงใน Brasília ที่มุ่งเน้นอาคารของรัฐบาลโดยเฉพาะ โดยมีการจับกลุ่มรวมตัวกันที่ส่วนใหญ่ดูเหมือนจะดำเนินการผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสารอื่นๆ นอกเหนือจาก Facebook
คณะสังเกตการณ์การเลือกตั้งนานาชาติต่างๆ เช่น Organization of American States และ Carter Center รายงานว่าไม่พบหลักฐานสำคัญว่าเกิดการฉ้อโกง และการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากการแบ่งขั้วอย่างมากของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ตาม กระทรวงกลาโหมบราซิลก็ทำหน้าที่สังเกตการณ์การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเช่นกันและรายงานว่าไม่พบความผิดปกติหรือการฉ้อโกง แต่ในเวลาต่อมาก็ได้เผยแพร่คำแถลงที่ขัดแย้งกันว่ากองทัพ “ไม่ปัดตกความเป็นไปได้ว่าจะเกิดการฉ้อโกงขึ้น” ทั้งนี้ ในบราซิลกระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการดำเนินงานของกองทัพ
ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุดในวันที่ 8 มกราคม เมื่อผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี Bolsonaro บุกเข้าไปในรัฐสภา ศาลฎีกา และทำเนียบประธานาธิบดีที่ตั้งอยู่ใน “Three Powers Plaza” ใน Brasília ดังที่กล่าวถึงในเนื้อหาของกรณี มีการข่มขู่ตำรวจและทำลายทรัพย์สิน มีผู้คนถูกจับจากการมีส่วนร่วมในการจลาจลวันที่ 8 มกราคมประมาณ 1,400 คน ซึ่งประมาณ 600 คนยังถูกควบคุมตัวอยู่
จากเหตุการณ์วันที่ 8 มกราคม สหประชาชาติได้ประณามการใช้ความรุนแรงโดยกล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น “ผลลัพธ์จากการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่องและการยุยงให้เกิดความรุนแรงและความเกลียดชังโดยผู้กระทำทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผู้ที่คอยเติมเชื้อไฟให้กับบรรยากาศแห่งความไม่เชื่อมั่น การแบ่งแยก และการทำลาย ด้วยการปฏิเสธผลการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย” และได้เน้นย้ำความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นในสถาบันประชาธิปไตยของบราซิล ความคิดเห็นสาธารณะและผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการชี้ให้เห็นว่าการกล่าวอ้างที่ตีตนไปก่อนไข้ให้เกิดความเคลือบแคลงใจต่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมของระบบเลือกตั้งของบราซิล ส่งผลเสียในการกระตุ้นการแบ่งขั้วทางการเมืองและทำให้เกิดความรุนแรงทางการเมืองในชีวิตจริง (ดูความคิดเห็นสาธารณะจาก Dangerous Speech Project [PC-11010], LARDEM - Clínica de Direitos Humanos da Pontifícia Universidade Católica do Paraná [PC-11011], Instituto Vero [PC-11015], ModeraLab [PC-11016], Campaign Legal Center [PC-11017], Center for Democracy & Technology [PC-11018], InternetLab [PC-11019] และ Coalizão Direitos na Rede [PC-11020])
ในวันที่ 9 มกราคม 2566 Meta ประกาศให้การจลาจลเมื่อวันที่ 8 มกราคมเป็น “เหตุการณ์ที่ละเมิด” ภายใต้นโยบายด้านบุคคลและองค์กรที่เป็นอันตราย และระบุว่าบริษัทจะลบ “เนื้อหาที่สนับสนุนหรือชื่นชมการกระทำเหล่านี้” อีกทั้งยังประกาศด้วยว่า “ก่อนการเลือกตั้ง” บริษัทได้ “กำหนดให้บราซิลเป็นสถานที่อันมีความเสี่ยงสูงชั่วคราว” และได้ “ลบเนื้อหาที่เรียกร้องให้ผู้คนหยิบอาวุธหรือใช้กำลังบุกเข้ารัฐสภา ทำเนียบประธานาธิบดี และอาคารอื่นๆ ของรัฐบาลกลาง”
ในวันที่ 3 มกราคมซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มีการโพสต์เนื้อหา มีผู้ใช้รายหนึ่งรายงานเนื้อหาว่าละเมิดมาตรฐานชุมชนของ Meta ด้านความรุนแรงและการยุยง ซึ่งห้ามไม่ให้มีการเรียกร้องให้ “ใช้กำลังเพื่อเข้าไปยังสถานที่ . . . ซึ่งมีสัญญาณชั่วคราวว่าความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงหรืออันตรายในชีวิตจริงได้เพิ่มสูงขึ้น” โดยรวมแล้ว มีผู้ใช้ 4 รายรายงานเนื้อหา 7 ครั้งระหว่างวันที่ 3 และ 4 มกราคม หลังจากการรายงานครั้งแรก เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมทำการตรวจสอบเนื้อหาและพบว่าไม่ละเมิดนโยบายของ Meta ผู้ใช้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสิน แต่เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมคนที่สองยืนตามคำตัดสินเดิม ในวันถัดมา ผู้ควบคุมที่แตกต่างกัน 5 คนตรวจสอบรายงานอีก 6 ครั้งที่เหลือ ซึ่งผู้ควบคุมทุกคนเห็นว่าเนื้อหาไม่ได้ละเมิดนโยบายของ Meta เนื้อหาดังกล่าวไม่ถูกส่งต่อไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายหรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม Meta อธิบายในการตอบคำถามจากคณะกรรมการว่าผู้ตรวจสอบเนื้อหาทั้ง 7 คนทำงานอยู่ในยุโรป จากข้อมูลของ Meta ผู้ตรวจสอบทุกคนดังกล่าวใช้ภาษาโปรตุเกสได้คล่อง และมีความเชี่ยวชาญด้านภาษาและวัฒนธรรมในการตรวจสอบเนื้อหาจากบราซิล
หลังจากที่คณะกรรมการเลือกพิจารณากรณีนี้ ทาง Meta ได้ระบุว่าคำตัดสินที่ให้ไว้หลายครั้งซึ่งให้ปล่อยเนื้อหาไว้ใน Facebook นั้นเป็นข้อผิดพลาด ในวันที่ 20 มกราคม 2566 หลังจากที่คณะกรรมการคัดเลือกกรณี ทาง Meta ได้ลบเนื้อหานั้นออก ออกประกาศเตือนต่อบัญชีของผู้สร้างเนื้อหา และใช้การจำกัดฟีเจอร์เป็นเวลา 24 ชั่วโมงซึ่งทำให้บัญชีไม่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ได้ภายในระยะเวลาดังกล่าว แม้จะมีการดำเนินการเหล่านี้จาก Meta แต่ความคิดเห็นสาธารณะที่กลุ่มประชาสังคม Ekō ส่งให้กับคณะกรรมการ ตลอดจนรายงานอื่นๆ ก็เน้นให้เห็นว่ายังคงมีเนื้อหาที่คล้ายกันอยู่บน Facebook แม้ว่าคณะกรรมการจะหยิบยกกรณีนี้มาสู่ความสนใจของ Meta แล้วก็ตาม (PC-11000)
3. อำนาจดำเนินการและขอบเขตของคณะกรรมการกำกับดูแล
คณะกรรมการมีอำนาจในการทบทวนคำตัดสินของ Meta หลังจากได้รับอุทธรณ์จากคนที่รายงานเนื้อหาที่มีการปล่อยไว้ (กฎบัตรข้อที่ 2 ส่วนที่ 1 และกฎข้อบังคับข้อที่ 3 ส่วนที่ 1) คณะกรรมการอาจยืนตามหรือกลับคำตัดสินของ Meta ก็ได้ (กฎบัตรข้อที่ 3 ส่วนที่ 5) โดยคำตัดสินของคณะกรรมการจะมีผลผูกพันกับบริษัท (กฎบัตรข้อที่ 4) นอกจากนี้ Meta ยังต้องประเมินความเป็นไปได้ในการปรับใช้คำตัดสินกับเนื้อหาที่เหมือนกันในบริบทแบบเดียวกันอีกด้วย (กฎบัตรข้อที่ 4) ทั้งนี้ คำตัดสินของคณะกรรมการอาจมีคำแนะนำที่ไม่มีผลผูกพันซึ่ง Meta จำเป็นต้องตอบสนอง (กฎบัตรข้อที่ 3 ส่วนที่ 4 และข้อที่ 4) โดยหาก Meta ให้คำมั่นว่าจะดำเนินการตามคำแนะนำ คณะกรรมการจะติดตามการนำคำแนะนำนั้นไปใช้
เมื่อคณะกรรมการเลือกกรณีที่ในเวลาต่อมา Meta ยอมรับว่าเป็นข้อผิดพลาด ดังเช่นกรณีนี้ คณะกรรมการจะทบทวนคำตัดสินเดิมเพื่อช่วยให้เข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับปัจจัยจากนโยบายและกระบวนการควบคุมเนื้อหาที่มีส่วนทำให้เกิดข้อผิดพลาด จากนั้นคณะกรรมการจะมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่พบในนโยบายหรือกระบวนการเบื้องหลังของ Meta คณะกรรมการยังมีเป้าหมายที่จะให้คำแนะนำแก่ Meta เพื่อเพิ่มความถูกต้องแม่นยำในการบังคับใช้และปฏิบัติต่อผู้ใช้อย่างเป็นธรรมต่อไปในอนาคต
4. แหล่งที่มาของอำนาจดำเนินการและคำแนะนำ
การวิเคราะห์ของคณะกรรมการในกรณีนี้พิจารณาตามมาตรฐานและแบบอย่างต่อไปนี้
I. คำตัดสินของคณะกรรมการกำกับดูแล
คำตัดสินครั้งก่อนหน้าของคณะกรรมการกำกับดูแลที่มีความเกี่ยวข้องมากที่สุด ได้แก่
- “ การระงับบัญชีของนายทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี” (คำตัดสิน 2021-001-FB-FBR): คณะกรรมการระบุว่าในบริบทของการเลือกตั้ง ความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของ Meta กำหนดให้ต้องอนุญาตการแสดงออกทางการเมืองพร้อมทั้งหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่รุนแรงต่อสิทธิมนุษยชนอื่นๆ
- “บอทเมียนมา” (คำตัดสิน 2021-007-FB-UA): คณะกรรมการเน้นย้ำความสำคัญของการคุ้มครองการพูดคุยเกี่ยวกับการเมืองในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมือง
- “สำนักกิจการการสื่อสารทิเกรย์” (คำตัดสิน 2022-006-FB-MR): คณะกรรมการเน้นย้ำความรับผิดชอบของ Meta ในการสร้างระบบที่มีหลักการและโปร่งใสสำหรับกลั่นกรองเนื้อหาในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะมีการนำแพลตฟอร์มไปใช้เพื่อยุยงให้เกิดความรุนแรง
- “การ์ตูนเกี่ยวกับเมืองคนีน” (คำตัดสิน 2022-001-FB-UA): คณะกรรมการเรียกร้องให้ Meta ให้ความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีการส่งเนื้อหาต่อไปให้ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง
II.นโยบายเนื้อหาของ Meta
มาตรฐานชุมชนด้านความรุนแรงและการยุยง
ภายใต้มาตรฐานชุมชนด้านความรุนแรงและการยุยง Meta ไม่อนุญาตให้มี “ข้อความที่แสดงเจตนาหรือการสนับสนุน การเรียกร้องให้ดำเนินการ หรือข้อความสร้างแรงจูงใจหรือมีเงื่อนไขให้ใช้กำลังเพื่อเข้าไปยังสถานที่ต่างๆ (รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงศาสนสถาน, สถานศึกษา, สถานที่เลือกตั้ง หรือสถานที่ที่ใช้สำหรับการนับคะแนนเสียงหรือบริหารจัดการการเลือกตั้ง) ซึ่งมีสัญญาณชั่วคราวว่าความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงหรืออันตรายในชีวิตจริงได้เพิ่มสูงขึ้น” มาตรฐานชุมชนด้านนี้มีเหตุผลสำหรับนโยบายว่ามีไว้เพื่อ “ป้องกันอันตรายในชีวิตจริงที่อาจเกิดขึ้นซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเนื้อหา” ที่ปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มของ Meta ในขณะเดียวกัน Meta ทราบว่า “โดยทั่วไปแล้วผู้คนมักแสดงความไม่พอใจหรือเห็นต่างโดยใช้ถ้อยคำที่มีเนื้อหาข่มขู่หรือเรียกร้องให้เกิดความรุนแรงในเชิงไม่จริงจัง” ดังนั้น Meta จะลบเนื้อหาในกรณีที่บริษัทเชื่อว่า “มีความเสี่ยงจริงที่จะเกิดอันตรายต่อร่างกายหรือภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของสาธารณะโดยตรง” ซึ่งในการพิจารณาว่าเนื้อหาหนึ่งๆ เป็นภัยคุกคามที่เชื่อได้หรือไม่นั้น Meta จะพิจารณา “ภาษาและบริบท” ด้วย
การวิเคราะห์ของคณะกรรมการนั้นพิจารณาตามปณิธานของ Meta ต่อการแสดง “ความคิดเห็น” ด้วยเช่นกัน ซึ่งบริษัทอธิบายว่าเป็น “สิ่งสำคัญสูงสุด” รวมถึงค่านิยมด้าน “ความปลอดภัย”
III. ความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของ Meta
หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNGP) ที่ได้รับการสนับสนุนโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปี 2554 กำหนดกรอบการทำงานตามความสมัครใจสำหรับความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัท ในปี 2564 Meta ได้ประกาศนโยบายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนขององค์กร โดยเน้นย้ำคำมั่นของตนในการเคารพสิทธิมนุษยชนตาม UNGP
คณะกรรมการได้วิเคราะห์ความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของ Meta ในกรณีนี้โดยพิจารณาตามมาตรฐานสากลในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้
- สิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก: กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อที่ 19 และ 20 (ICCPR), ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 34, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, 2554; เอกสารวิจัย 1/2562 เรื่องการเลือกตั้งในยุคดิจิทัล (2562): รายงานจากผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก ได้แก่ A/HRC/38/35 (2561) และ A/74/486 (2562); แผนปฏิบัติการราบัต, รายงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ: A/HRC/22/17/Add.4 (2556)
- สิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ: ICCPR ข้อที่ 21; ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 37, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, 2563
- สิทธิในการมีชีวิต: ICCPR ข้อที่ 6
- สิทธิในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะและสิทธิในการลงคะแนนเสียง: ICCPR ข้อที่ 25
5. ข้อมูลที่ผู้ใช้ส่งมา
ผู้ใช้ที่รายงานเนื้อหาระบุในคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการว่าตน “ได้รายงานเนื้อหานี้และวิดีโออีกนับไม่ถ้วนต่อ Facebook และได้รับคำตอบเดิมมาตลอดว่าเนื้อหาไม่ได้ละเมิดมาตรฐานชุมชน” นอกจากนี้ ผู้ใช้เชื่อมโยงความเป็นไปได้ที่เนื้อหาจะยุยงให้เกิดความรุนแรงเข้ากับการกระทำของผู้คนในบราซิลที่ “ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง”
6. ข้อมูลที่ Meta ส่งมา
เมื่อคณะกรรมการหยิบยกกรณีนี้มาสู่ความสนใจของ Meta บริษัทได้พิจารณาว่าคำตัดสินเดิมที่ให้ปล่อยเนื้อหาไว้ต่อไปนั้นเป็นข้อผิดพลาด Meta ได้ให้ข้อมูลวิเคราะห์อย่างกว้างแก่คณะกรรมการเกี่ยวกับบริบททางสังคมและการเมืองของบราซิลช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีเพื่อใช้เป็นเหตุผลรองรับการลบเนื้อหาออกในกรณีนี้ แม้จะเป็นการลบออกที่ล่าช้าก็ตาม และในเวลาต่อมา บริษัทได้ให้ปัจจัยที่เป็นไปได้ที่ “อาจมีส่วนทำให้เกิด” ข้อผิดพลาดด้านการบังคับใช้ซ้ำหลายครั้งต่อคณะกรรมการ
Meta ระบุว่าบริษัทมองว่า “การอ้างอิงหลายครั้งถึง “การปิดล้อม” สถานที่อันมีความเสี่ยงสูงในคำบรรยายและวิดีโอเพียงอย่างเดียวยังไม่จัดว่าอยู่ในระดับ “การใช้กำลังบุกเข้า” ภายใต้นโยบาย [ด้านความรุนแรงและการยุยง]” อย่างไรก็ตาม “องค์ประกอบต่างๆ รวมกันทั้งการเรียกร้องให้ผู้คน “Come to Brasília! Let’s storm it! Come to Brasília!” (มาที่ Brasília! บุกไปกัน! มาล้อมอำนาจทั้งสามกันเถอะ) พร้อมด้วยภาพพื้นหลังที่เป็น Three Powers Plaza ถูกไฟไหม้ ทำให้เห็นได้ชัดถึงเจตนาที่จะใช้กำลังบุกเข้าไปในสถานที่สำคัญเหล่านี้”
จากข้อมูลของ Meta เนื้อหาดังกล่าวไม่ได้เข้าเกณฑ์การอนุญาตตามความน่าสนใจ แม้บริษัทจะยอมรับว่าแพลตฟอร์มของบริษัทเป็น “สถานที่ที่มีความสำคัญสำหรับการพูดคุยทางการเมือง โดยเฉพาะเกี่ยวกับการเลือกตั้ง” โดยในกรณีนี้ คุณค่าด้านสาธารณประโยชน์ของเนื้อหาไม่ได้มีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย เนื่องจากเนื้อหามี “การเรียกร้องอย่างชัดเจนให้เกิดความรุนแรง” และ “ความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอันตรายในชีวิตจริงจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีบราซิลและการเข้ารับตำแหน่งของ Lula” Meta ไม่พบปัจจัยบ่งชี้ว่าเนื้อหาได้รับการเผยแพร่เพื่อประณามหรือเพิ่มการรับรู้ต่อการเรียกร้องให้เกิดความรุนแรง บริษัทยืนยันว่าคำตัดสินสุดท้ายของบริษัทที่ให้ลบเนื้อหาออกนั้นสอดคล้องกับค่านิยมของบริษัทและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
Meta รับมือกับสถานการณ์การเลือกตั้งและภาวะวิกฤตอื่นๆ โดยจัดทำมาตรการประเมินและบรรเทาความเสี่ยงขึ้นหลายมาตรการที่ดำเนินการโดยทีมต่างๆ และจะบังคับใช้พร้อมกันหรือแยกกันก็ได้ แต่ละมาตรการมี “ระดับ” ความเข้มข้นที่แตกต่างกันออกไปตามการประเมินความเสี่ยงนั้นๆ มาตรการเหล่านี้ได้แก่
- นโยบายจัดลำดับความสำคัญประเทศเพื่อความถูกต้องสมบูรณ์ (หรือที่รู้จักกันในนามระบบจัดระดับความเสี่ยง) ซึ่งดำเนินการโดยทีมผลิตภัณฑ์ใน Meta เป็นนโยบายที่ให้กรอบการทำงานสำหรับจัดลำดับความสำคัญการลงทุนทรัพยากรผลิตภัณฑ์ในระยะยาว แม้ Meta จะอธิบายว่ากระบวนการนี้จะไม่ตอบสนองต่อภาวะวิกฤตระยะสั้น แต่บริษัททำการประเมินทุกประเทศปีละ 2 ครั้งเพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยง/ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นใหม่
- ศูนย์ปฏิบัติการผลิตภัณฑ์เพื่อความถูกต้องสมบูรณ์ (IPOC) รวบรวมทีมผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องจากหลายแผนกทั่วทั้งบริษัทเพื่อ “ตอบสนองแบบเรียลไทม์ต่อปัญหาและแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้น” IPOC จัดตั้งขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหาจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ระบุความเสี่ยง และกำหนดวิธีจัดการความเสี่ยงในภาวะวิกฤตหรือสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง IPOC จะเรียกว่าศูนย์ปฏิบัติการการเลือกตั้งเมื่อมุ่งเน้นไปที่การเลือกตั้งโดยเฉพาะ
- ศูนย์ปฏิบัติการการเลือกตั้งทำหน้าที่ “ติดตามปัญหาสำคัญในการเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ เช่น ความพยายามที่จะขัดขวางไม่ให้ผู้คนได้ลงคะแนนเสียง, การเพิ่มขึ้นของสแปม, การแทรกแซงของต่างชาติที่อาจเกิดขึ้น หรือการรายงานเนื้อหาที่ละเมิดนโยบาย [ของ Meta]” รวมถึง “ติดตามการรายงานข่าวและกิจกรรมเกี่ยวกับการเลือกตั้งบนโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ และสื่อดั้งเดิม” ศูนย์ปฏิบัติการนี้จะทำให้ Meta ได้รับ “มุมมองส่วนรวมและช่วยติดตามว่าเนื้อหาประเภทใดอาจแพร่หลายเป็นไวรัล” เพื่อ “เร่งความเร็ว” ให้กับระยะเวลาตอบสนองของบริษัทต่อภัยคุกคามเหล่านี้ ส่วนหนึ่งของการจัดเตรียมศูนย์ปฏิบัติการการเลือกตั้งนั้นรวมถึง “การวางแผนสถานการณ์อย่างครอบคลุมเพื่อคาดการณ์ภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น ตั้งแต่การคุกคามก่อกวนไปจนถึงการขัดขวางไม่ให้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียง และพัฒนาระบบและกระบวนการไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
- สุดท้าย โปรโตคอลนโยบายสำหรับภาวะวิกฤตคือกรอบการทำงานที่ Meta นำมาใช้พัฒนาการตอบสนองต่อภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นใหม่โดยเจาะจงนโยบายและมีกรอบเวลาที่ชัดเจน Meta พัฒนาโปรโตคอลนี้เพื่อตอบสนองต่อคำแนะนำของคณะกรรมการกำกับดูแลในกรณีการระงับบัญชีของนายทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี ภายใต้โปรโตคอลนี้ Meta กำหนดหมวดหมู่ภาวะวิกฤต 3 หมวดหมู่ ซึ่งบริษัทจะนำชุดมาตรการที่กำหนดหนึ่งๆ มาใช้บรรเทาความเสี่ยงโดยอิงตามหมวดหมู่ดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ภาวะวิกฤตหมวดหมู่ที่ 1 จะเกิดขึ้นจาก “การบังคับใช้กฎหมายหรือความเคลื่อนไหวทางทหารที่เพิ่มขึ้น” หรือ “การเลือกตั้งที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งวางแผนไว้ก่อนหรือเหตุการณ์จุดชนวนวิกฤต”
ศูนย์ปฏิบัติการการเลือกตั้งที่ทำงานเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปของบราซิลปี 2565 มีการดำเนินการในช่วงเวลาต่างๆ ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน 2565 รวมถึงในระหว่างการเลือกตั้งรอบแรกและรอบที่สองด้วย อย่างไรก็ตาม ตอนที่มีการโพสต์เนื้อหาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2566 ไม่มีศูนย์ปฏิบัติการการเลือกตั้ง (หรือ IPOC) ดำเนินการอยู่ เหตุการณ์ที่ Meta กำหนดให้เป็นภาวะวิกฤตภายใต้โปรโตคอลนโยบายสำหรับภาวะวิกฤตคือเหตุการณ์ “ความวุ่นวายหลังการเลือกตั้ง” เพื่อช่วยให้บริษัทประเมินหาวิธีที่ดีที่สุดในการบรรเทาความเสี่ยงด้านเนื้อหา
ในการตอบคำถามจากคณะกรรมการเกี่ยวกับแนวโน้มทางดิจิทัลบนแพลตฟอร์มของ Meta ช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้งของบราซิล บริษัทระบุว่าในการดำเนินการส่วนหนึ่งของ “งานเตรียมความพร้อมและตอบสนองเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทีมต่างๆ จำนวนหนึ่งระบุแนวโน้มด้านเนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งและได้ใส่แนวโน้มดังกล่าวไว้ในกลยุทธ์บรรเทาความเสี่ยง[ของตน]” โดยประกอบด้วย “(i) ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการยุยงหรือการแพร่หลายของการข่มขู่จะใช้ความรุนแรง (ii) การให้ข้อมูลผิด และ (iii) ความบริสุทธิ์ยุติธรรมทางธุรกิจ ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานโฆษณาอย่างไม่เหมาะสมที่อาจเกิดขึ้นด้วยเนื้อหาที่เป็นอันตราย... หรือการพยายามทำแคมเปญในลักษณะที่ชักนำหรือบั่นทอนการอภิปรายสาธารณะ” Meta ระบุว่า “ผลลัพธ์ที่ได้และปัจจัยอื่นๆ ช่วยเป็นข้อมูลประกอบการผ่อนปรนด้านนโยบายและผลิตภัณฑ์จำนวนหนึ่ง” อย่างไรก็ตาม Meta ไม่มี “ข้อมูลความแพร่หลาย” ของการกล่าวอ้างใดอย่างเจาะจง (เช่น การกล่าวอ้างการฉ้อโกงการเลือกตั้ง การเรียกร้องให้ไปที่ Brasília หรือใช้กำลังบุกเข้าอาคารของรัฐบาลกลาง การเรียกร้องให้กองทัพเข้าแทรกแซง) เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วระบบบังคับใช้นโยบายของบริษัท “ตั้งค่าไว้ให้เฝ้าสังเกตและติดตามโดยอิงตามนโยบายที่เนื้อหาละเมิด”
คณะกรรมการสอบถาม Meta เป็นลายลักษณ์อักษรทั้งหมด 15 คำถาม โดยมี 5 ข้อเป็นคำถามต่อเนื่องจากการให้ข้อมูลโดยวาจาเกี่ยวกับลักษณะการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการการเลือกตั้ง คำถามทั้งหมดเกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ อันได้แก่ เครื่องมือทางนโยบายที่มีให้ใช้งานเพื่อจัดการพฤติกรรมร่วมกันในการสร้างความเข้าใจผิดบนแพลตฟอร์มของ Meta, ความเสี่ยงที่ระบุพบก่อนการเลือกตั้งของบราซิลปี 2565, ความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์ปฏิบัติการการเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งของบราซิลและโปรโตคอลนโยบายสำหรับภาวะวิกฤต, วิธีที่ Meta ขีดเส้นแบ่งเมื่อต้องแยกแยะระหว่างการจับกลุ่มรวมตัวกันทางการเมืองที่ชอบธรรมและการกระทำร่วมกันที่เป็นอันตราย, แนวโน้มทางดิจิทัลบนแพลตฟอร์มของ Meta ในบราซิลช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง และความสามารถด้านภาษาของผู้ควบคุมเนื้อหาที่ตรวจสอบเนื้อหาในกรณีนี้
Meta ตอบคำถาม 13 ข้อ และไม่ได้ตอบคำถาม 2 ข้อ ซึ่งข้อหนึ่งถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการโฆษณาทางการเมืองและการให้ข้อมูลผิด อีกข้อหนึ่งถามเกี่ยวกับจำนวนการลบเพจและบัญชีออกขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการการเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งของบราซิลปี 2565 ดำเนินการอยู่ นอกจากนี้ Meta แจ้งให้คณะกรรมการทราบว่าบริษัทไม่ได้มีข้อมูลที่ทั่วไปมากขึ้นพร้อมเผยแพร่ให้คณะกรรมการเกี่ยวกับการควบคุมเนื้อหาในบริบทการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 ของบราซิลมากไปกว่าข้อมูลจำนวนการลบเนื้อหาซึ่งมีการเผยแพร่ต่อสาธารณะไปแล้ว Meta อธิบายต่อไปว่าบริษัทไม่มีการประเมินประสิทธิภาพในบริบทของการเลือกตั้งตามชุดเกณฑ์วัดความสำเร็จและเกณฑ์มาตรฐาน โดยในการตอบคำถามของคณะกรรมการ Meta ได้หยิบยกความจำเป็นที่จะต้องจัดลำดับความสำคัญให้กับทรัพยากร และระบุว่าไม่สามารถให้ข้อมูลที่ร้องขอภายในกรอบเวลาสำหรับการตัดสินกรณีนี้ได้
7. ความคิดเห็นสาธารณะ
คณะกรรมการกำกับดูแลได้รับความคิดเห็นสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ 18 รายการ โดยมีความคิดเห็น 11 รายการมาจากลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ความคิดเห็น 3 รายการมาจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ความคิดเห็น 2 รายการมาจากตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ความคิดเห็น 1 รายการมาจากเอเชียแปซิฟิกและโอเชียเนีย และความคิดเห็น 1 รายการมาจากเอเชียกลางและใต้ นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 คณะกรรมการได้จัดการประชุมหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากบราซิลและลาตินอเมริกาในหัวข้อ “การควบคุมเนื้อหาและการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง”
ข้อมูลที่ส่งมาครอบคลุมประเด็นต่างๆ ได้แก่ การสั่งสมกันของคำกล่าวอ้างที่เป็นอันตรายเกี่ยวกับการฉ้อโกงการเลือกตั้งและการเรียกร้องให้กองทัพทำรัฐประหารบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้งของบราซิลปี 2565, การบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง, การดำเนินการของ Meta ด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม, ความรับผิดชอบของ Meta ในการปกป้องสิทธิของผู้ใช้ในบริบทการเปลี่ยนผ่านอำนาจในระบอบประชาธิปไตย, ความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิเสธการเลือกตั้งกับความรุนแรงทางการเมือง และความสำคัญของการที่ผู้ตรวจสอบเนื้อหาต้องมีความคุ้นเคยกับบริบททางการเมืองของพื้นที่นั้นๆ
หากต้องการอ่านความคิดเห็นสาธารณะที่ส่งมาสำหรับกรณีนี้ โปรดคลิกที่นี่
8. การวิเคราะห์ของคณะกรรมการกำกับดูแล
คณะกรรมการพิจารณาว่าเนื้อหานี้ควรถูกลบออกหรือไม่โดยการวิเคราะห์นโยบายเนื้อหา ความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชน และค่านิยมของ Meta กรณีนี้ได้รับเลือกเนื่องจากเป็นกรณีที่ทำให้คณะกรรมการได้ประเมินวิธีการที่ Meta ใช้แยกแยะระหว่างการจับกลุ่มรวมตัวกันอย่างสันติบนแพลตฟอร์มกับการยุยงหรือการร่วมกันกระทำความรุนแรง โดยเฉพาะในบริบทการเปลี่ยนผ่านอำนาจ นอกจากนี้ กรณียังทำให้คณะกรรมการได้ตรวจสอบการดำเนินการของ Meta ด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมทั้งในลักษณะทั่วไปและแบบเจาะจงที่บราซิล เพราะช่วงเวลาหลังการเลือกตั้งเป็นช่วงเวลาสำคัญทั้งในการคัดค้านความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้ง และในการรับรองว่าผู้คนจะยอมรับผลการเลือกตั้งที่ชอบธรรม ดังนั้น คณะกรรมการจึงเห็นว่าการดำเนินการของ Meta ด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมควรครอบคลุมทั้งกระบวนการเลือกตั้งและช่วงเวลาหลังการเลือกตั้ง เนื่องจากช่วงเวลาหลังการเลือกตั้งก็สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการชักนำ การให้ข้อมูลผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการข่มขู่จะใช้ความรุนแรงเช่นกัน กรณีนี้จัดอยู่ในลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ด้าน “การเลือกตั้งและพื้นที่เคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม” ของคณะกรรมการ
8.1 การปฏิบัติตามนโยบายด้านเนื้อหาของ Meta
I. กฎด้านเนื้อหา
ความรุนแรงและการยุยง
คณะกรรมการเห็นว่าเนื้อหาในกรณีนี้ละเมิดมาตรฐานชุมชนด้านความรุนแรงและการยุยงซึ่งห้ามไม่ให้มีเนื้อหาที่เรียกร้องให้ใช้กำลังเพื่อบุกเข้าไปยังสถานที่อันมีความเสี่ยงสูงบางแห่ง คณะกรรมการเห็นว่าแม้ค่านิยมด้าน “ความคิดเห็น” ของ Meta จะมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษในกระบวนการเลือกตั้งซึ่งรวมถึงช่วงหลังการเลือกตั้งด้วย แต่ในกรณีนี้จำเป็นต้องลบเนื้อหาออกเพื่อส่งเสริมค่านิยมของ Meta ด้าน “ความปลอดภัย”
การจะละเมิดนโยบายส่วนที่ห้ามไม่ให้มีการเรียกร้องให้ใช้กำลังบุกเข้าสถานที่อันมีความเสี่ยงสูงนั้น สถานที่นั้นจำเป็นต้องมีการกำหนด “ความเสี่ยงสูง” ไว้ 2 ประการ ประการแรก สถานที่นั้นต้องได้รับการพิจารณาว่า “มีความเสี่ยงสูง” และประการที่สอง สถานที่นั้นต้องตั้งอยู่ในพื้นที่หรือบริเวณที่มีการกำหนดไว้ต่างหากว่าเป็นสถานที่อันมีความเสี่ยงสูงชั่วคราว Meta ให้คำแนะนำที่เจาะจงแก่ผู้ตรวจสอบเนื้อหาว่าให้ “ลบการเรียกร้องให้ดำเนินการ, ข้อความแสดงเจตนา, ข้อความสนับสนุน และข้อความสร้างแรงจูงใจให้ใช้กำลังบุกเข้าสถานที่อันมีความเสี่ยงสูงที่อยู่ในสถานที่อันมีความเสี่ยงสูงชั่วคราว”
Meta ให้คำนิยาม “สถานที่อันมีความเสี่ยงสูง” ว่าหมายถึง “สถานที่ที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงไม่ว่าโดยถาวรหรือชั่วคราวเนื่องจากมีแนวโน้มว่าจะตกเป็นเป้าของความรุนแรง” สถานที่อันมีความเสี่ยงสูงถาวร ได้แก่ “สถานที่ทำงานหรือที่พำนักอาศัยของบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงหรือครอบครัวของบุคคลดังกล่าว (เช่น สำนักงานใหญ่ขององค์กรข่าว, ศูนย์การแพทย์, ห้องปฏิบัติการ, สถานีตำรวจ, สำนักงานภาครัฐ ฯลฯ), สถานที่ที่ในช่วงการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ มีการใช้เป็นศูนย์ลงทะเบียนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง, สถานที่เลือกตั้ง, สถานที่นับคะแนนเสียง (เช่น ห้องสมุดท้องถิ่น, อาคารของรัฐบาล, ศูนย์ชุมชนหรือศูนย์ราชการ ฯลฯ) หรือสถานที่ที่ใช้ในการบริหารจัดการการเลือกตั้ง” จากข้อมูลของ Meta ทั้งรัฐสภา ศาลฎีกา และทำเนียบประธานาธิบดีของบราซิลล้วนเป็น “สถานที่อันมีความเสี่ยงสูง” โดยถาวรเนื่องจากเป็นสถานที่ทำงานหรือที่พำนักอาศัยของบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงหรือครอบครัวของบุคคลดังกล่าว
ประการต่อมา การกำหนดพื้นที่หรือบริเวณที่กว้างขึ้นให้เป็น “สถานที่อันมีความเสี่ยงสูงชั่วคราว” นั้นจะครอบคลุม “สถานที่ใดๆ ที่ถูกกำหนดไว้ชั่วคราว [โดย Meta ให้เป็นเช่นนั้น] ตามระยะเวลาที่กำหนดชัดเจน” สถานที่หนึ่งๆ จะถูกกำหนดให้เป็นสถานที่อันมีความเสี่ยงสูงชั่วคราวโดยอาศัยปัจจัยหลายอย่าง รวมถึง “ในช่วง 7 วันที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงระดับสูงขึ้นในการประท้วงที่สถานที่นั้นหรือไม่” , “หลักฐานความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นว่าจะเกิดความรุนแรงในสถานที่นั้นอันเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความวุ่นวายหรือคำตัดสินของศาลที่เป็นที่ถกเถียงกัน”, “การประเมินจากฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย รายงานการรักษาความปลอดภัยภายใน หรือพาร์ทเนอร์ที่เชื่อถือได้ที่ระบุว่ามีแนวโน้มจะเกิดความรุนแรงอันใกล้ที่สถานที่นั้น”, “หลักฐานของการประท้วงที่มีแผนจะจัดขึ้นหรือการประท้วงที่ดำเนินอยู่ที่สถานที่นั้น หรือการประท้วงที่มีแผนจะจัดขึ้นหรือการประท้วงที่ดำเนินอยู่ที่สถานที่นั้น โดยที่ผู้จัดการประท้วงได้เรียกร้องให้ใช้หรือพกอาวุธมายังสถานที่ประท้วง” และ “การประเมินโดยทีมภายในว่าข้อกังวลด้านความปลอดภัยมีน้ำหนักมากกว่าผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการแสดงออกเพื่อป้องกันตัวและตัดสินใจเพื่อตนเอง” เมื่อกำหนดสถานที่อันมีความเสี่ยงสูงชั่วคราวแล้ว จะต้องแชร์ให้ทีมภายในของ Meta รับทราบ แม้ว่าการกำหนดดังกล่าวจะมีเวลาจำกัด แต่ในบางครั้งบริษัทก็ขยายเวลาการกำหนดเช่นกัน จากข้อมูลของ Meta การกำหนดสถานที่อันมีความเสี่ยงสูงชั่วคราวนำไปสู่การตรวจสอบเนื้อหาในเชิงรุก “ก่อนที่ผู้ใช้จะรายงาน [เนื้อหานั้น]”
สำหรับการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 Meta ได้กำหนดให้ประเทศบราซิลทั้งประเทศเป็นสถานที่อันมีความเสี่ยงสูงชั่วคราว การกำหนดนี้ดำเนินการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 ตามการประเมินของ Meta ต่อความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นว่าจะเกิดความรุนแรงที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ความวุ่นวายต่อเนื่องเกี่ยวกับประชาชนและการเลือกตั้ง ต่อมามีการขยายเวลาการกำหนดให้ครอบคลุมการเลือกตั้งเดือนตุลาคม 2565 และผลลัพธ์หลังจากนั้น จนถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ดังนั้น การกำหนดดังกล่าวจึงมีผลอยู่ ณ ตอนที่มีการโพสต์เนื้อหาในกรณีนี้
จากข้อมูลของ Meta เนื้อหาจะละเมิดนโยบายก็ต่อเมื่อมีการกำหนดทั้งสองแบบ ซึ่งโพสต์ที่พิจารณาในกรณีนี้ก็เป็นเช่นนั้น ข้อมูลของ Meta ระบุว่าข้อกำหนด 2 ประการนี้ช่วยป้องกันไม่ให้การเรียกร้องการประท้วงถูกระงับในวงกว้าง และจะมีการลบออกเฉพาะเนื้อหาที่มีแนวโน้มว่าจะส่งผลให้เกิดความรุนแรงเท่านั้น
จากที่กล่าวมาข้างต้น คณะกรรมการจึงถือว่าคำตัดสินในตอนแรกของ Meta ว่าควรปล่อยเนื้อหาไว้ต่อไปบนแพลตฟอร์มในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงจะเกิดความรุนแรงทางการเมืองสูงนั้นขัดต่อมาตรฐานของบริษัทอย่างชัดเจน เพราะเนื้อหาดังกล่าวถือเป็นการเรียกร้องอย่างชัดเจนให้ใช้กำลังบุกเข้าไปยังอาคารของรัฐบาลที่ตั้งอยู่ใน Three Powers Plaza ใน Brasília ซึ่งเป็น “สถานที่อันมีความเสี่ยงสูง” ที่ตั้งอยู่ใน “สถานที่อันมีความเสี่ยงสูงชั่วคราว” นั่นคือบราซิล
II. การดำเนินการบังคับใช้
จากข้อมูลของ Meta มีเจ้าหน้าที่ควบคุมที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาและวัฒนธรรมเพียงพอจำนวน 7 คนตรวจสอบเนื้อหานี้ Meta ไม่ได้แนะนำให้ผู้ตรวจสอบในวงกว้างบันทึกเหตุผลสำหรับการตัดสินใจของตน เมื่อคณะกรรมการเลือกกรณีนี้ ทีมภายในของ Meta ได้ทำการวิเคราะห์ซึ่งได้ข้อสรุปว่ามีปัจจัยที่เป็นไปได้ 3 ประการที่ “อาจมีส่วนทำให้เกิด” ข้อผิดพลาดด้านการบังคับใช้ซ้ำหลายครั้ง ได้แก่ (1) ผู้ตรวจสอบอาจเข้าใจเจตนาของผู้ใช้ผิดไป (การเรียกร้องให้ดำเนินการ) ซึ่งอาจเป็นเพราะขาดเครื่องหมายวรรคตอนจนทำให้ตีความเนื้อหาผิดว่าเป็นความคิดเห็นอย่างเป็นกลางเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือ (2) ผู้ตรวจสอบตัดสินใจผิดพลาดแม้ว่าจะมีแนวทางที่ถูกต้องบังคับใช้อยู่ เนื่องจากมีการปรับปรุงหลายครั้งเกี่ยวกับวิธีจัดการเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความเสี่ยงสูงจากแหล่งข้อมูลต่างๆ หรือ (3) ผู้ตรวจสอบอาจไม่ได้เห็นการละเมิดในวิดีโอ
ปัจจัยที่ 1 และ 3 บ่งชี้ว่าผู้ควบคุมไม่ได้ตรวจสอบเนื้อหาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและไม่ได้รับชมวิดีโอจนจบ เพราะเนื้อหามีองค์ประกอบที่ชัดเจนว่าอาจละเมิดนโยบายของ Meta อย่างไรก็ตาม Meta ไม่ได้ให้คำอธิบายว่าเหตุใดจึงไม่มีการส่งเนื้อหาต่อไปให้ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเพื่อวิเคราะห์เพิ่มเติม เนื้อหาไม่ได้รับการส่งเรื่องแม้จะมาจากประเทศที่ถูกกำหนดให้เป็น “สถานที่อันมีความเสี่ยงสูงชั่วคราว” ตอนที่มีการโพสต์และรายงานเนื้อหา ซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายส่วนที่จะมีผลก็ต่อเมื่อมีการบังคับใช้การกำหนดนี้ และเนื้อหาก็ไม่ได้รับการส่งเรื่องแม้จะมีบริบทสถานการณ์ในบราซิลโดยรวมทั้งบนโลกออนไลน์และในชีวิตจริง (ดูส่วนที่ 2)
Meta เคยแจ้งให้คณะกรรมการทราบแล้วว่าผู้ตรวจสอบเนื้อหาไม่สามารถรับชมวิดีโอได้จนจบเสมอไป อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงว่าจะเกิดความรุนแรงและมีการใช้เครื่องมือทางนโยบายที่เจาะจงแล้วด้วยนั้น คณะกรรมการย่อมคาดหวังให้ผู้ตรวจสอบเนื้อหารับชมวิดีโอจนจบ รวมถึงส่งต่อเนื้อหาที่อาจละเมิดนโยบายด้วย
สำหรับปัจจัยที่ 2 แม้ Meta จะระบุว่าบริษัทแจ้งให้ผู้ตรวจสอบในวงกว้างทราบเกี่ยวกับรายการที่กำหนดให้เป็นสถานที่อันมีความเสี่ยงสูงชั่วคราว แต่บริษัทก็ยอมรับว่าอาจมีข้อบกพร่องเกิดขึ้นได้ในการแจกแจงข้อมูลนี้และมาตรการอื่นๆ สำหรับบรรเทาความเสี่ยงด้านการเลือกตั้ง การแจกแจงข้อมูลประเภทนี้ช่วยให้ผู้ตรวจสอบเนื้อหาสามารถตรวจจับ ลบ หรือส่งต่อเนื้อหาที่เป็นปัญหาได้ ดังเช่นวิดีโอในกรณีนี้ ดังนั้น การบังคับใช้มาตรการเพื่อประเมินและบรรเทาหลากหลายมาตรการในบราซิล ณ ขณะนั้นจึงบ่งชี้ว่ามาตรการเหล่านี้ควรได้รับการอธิบายให้ดีขึ้นและมีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนขึ้น เพื่อให้การดำเนินการของบริษัทด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แม้ว่า Meta จะมีคำตัดสินสุดท้ายให้ลบเนื้อหาออก แต่คณะกรรมการมีความกังวลอย่างยิ่งที่แม้จะมีสถานการณ์ความวุ่นวายในบราซิลตอนที่มีการโพสต์เนื้อหา อีกทั้งมีเนื้อหาออนไลน์ที่คล้ายกันแพร่กระจายเป็นวงกว้างตลอดหลายเดือนและหลายสัปดาห์ก่อนการจลาจลวันที่ 8 มกราคม แต่ผู้ควบคุมเนื้อหาของ Meta กลับประเมินได้หลายต่อหลายครั้งว่าเนื้อหานี้ไม่ละเมิดนโยบาย จึงไม่ได้ส่งเรื่องต่อให้รับการตรวจสอบเพิ่มเติมแม้จะมีข้อมูลเชิงบริบทดังกล่าว ข้อกังวลเหล่านี้ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อคณะกรรมการขอข้อมูลจาก Meta เกี่ยวกับการกล่าวอ้างบางรายการเกี่ยวกับการเลือกตั้งในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้งของบราซิล แต่บริษัทอธิบายว่าไม่มีข้อมูลความแพร่หลายดังกล่าว (ดูส่วนที่ 6) ในท้ายที่สุด เนื้อหานี้ถูกลบออกหลังผ่านไปแล้วเกิน 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเหตุการณ์ที่ละเมิดที่เนื้อหาเรียกร้องได้เกิดขึ้นไปแล้ว และเป็นการลบหลังจากที่คณะกรรมการหยิบยกกรณีมาสู่ความสนใจของ Meta เท่านั้น
Meta ยอมรับว่าบราซิลมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความรุนแรง โดยยอมรับในขั้นแรกผ่านการบังคับใช้มาตรการประเมินความเสี่ยงต่างๆ ในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการโพสต์เนื้อหา และยอมรับกับคณะกรรมการโดยตรงเมื่อบริษัทตัดสินใจลบเนื้อหาออกในที่สุด แต่ถึงกระนั้น ผู้ตรวจสอบของบริษัทก็ดำเนินการล้มเหลวหลายครั้งที่ไม่ได้บังคับใช้มาตรฐานชุมชนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะมาตรฐานชุมชนด้านความรุนแรงและการยุยงในส่วนนโยบายที่มีผลบังคับใช้จากการกำหนดสถานที่อันมีความเสี่ยงสูงชั่วคราว การที่เนื้อหาไม่ได้รับการส่งเรื่องก่อนที่คณะกรรมการจะคัดเลือกเนื้อหา แม้จะเป็นที่ชัดเจนว่าเนื้อหาอาจละเมิดนโยบาย อีกทั้งมีเนื้อหาที่คล้ายกันแพร่หลายอยู่บน Facebook ณ ขณะนั้น (ดูส่วนที่ 2 และ 8.2) บ่งชี้ว่าช่องทางการส่งเรื่องมีแนวโน้มว่าจะไม่ชัดเจนและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ (ดูกรณีการ์ตูนเกี่ยวกับเมืองคนีน) และยังแสดงให้เห็นว่า Meta จำเป็นต้องปรับปรุงมาตรการป้องกันเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ซึ่งคณะกรรมการเคยระบุไว้แล้วในคำตัดสินที่ผ่านมาคือผู้ตรวจสอบในวงกว้างต้องมีความรู้ด้านภาษาและบริบทที่เพียงพอ รวมถึงมีเครื่องมือและช่องทางที่จำเป็นในการส่งต่อเนื้อหาที่อาจละเมิดนโยบาย
III. ความโปร่งใส
คณะกรรมรับทราบว่า Meta ได้ทำการดำเนินการที่สำคัญเพื่อปกป้องความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้งของบราซิลปี 2565 โดยในเดือนสิงหาคม 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่แคมเปญการเลือกตั้งเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว Meta ประกาศต่อสาธารณะเกี่ยวกับโครงการเกี่ยวกับการเลือกตั้งในบราซิล บริษัททำงานร่วมกับศาลเลือกตั้งสูงสุดของบราซิลเพื่อเพิ่มป้ายกำกับให้โพสต์เกี่ยวกับการเลือกตั้งบน Facebook และ Instagram ที่จะ “นำทางผู้คนไปยังข้อมูลที่เชื่อถือได้บนเว็บไซต์ระบบยุติธรรมในการเลือกตั้ง” ซึ่งจากข้อมูลของ Meta การประสานงานนี้ทำให้เว็บไซต์มียอดการเข้าชม “เพิ่มขึ้น 10 เท่า” การประสานงานนี้ยังทำให้ศาลเลือกตั้งสูงสุดสามารถรายงานเนื้อหาที่อาจละเมิดนโยบายต่อ Meta ได้โดยตรง Meta จัดการฝึกอบรมให้กับเจ้าหน้าที่การเลือกตั้งทั่วทั้งบราซิลเพื่ออธิบายมาตรฐานชุมชนของบริษัทและวิธีจัดการการให้ข้อมูลผิดบน Facebook และ Instagram นอกจากนี้ Meta ยังห้ามการโฆษณาแบบมีค่าใช้จ่ายที่ “ตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง” ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทบังคับใช้ขีดจำกัดการส่งต่อบน WhatsApp เพื่อให้ข้อความหนึ่งๆ สามารถส่งต่อลงในกลุ่ม WhatsApp ได้เพียงทีละกลุ่มเท่านั้น และสุดท้าย Meta รายงานเนื้อหาหลายรายการที่ถูกลบออกภายใต้มาตรฐานชุมชนด้านต่างๆ เช่น ตามนโยบายด้านความรุนแรงและการยุยง คำพูดที่แสดงความเกลียดชัง และการกลั่นแกล้งและการคุกคาม รวมถึงจำนวนการคลิกผ่านทั้งหมดที่ป้ายกำกับการเลือกตั้งซึ่งนำทางผู้ใช้ไปยังข้อมูลจากหน่วยงานทางการเกี่ยวกับการเลือกตั้งของบราซิล
อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะกรรมการถามเกี่ยวกับการดำเนินการด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมในบริบทการเลือกตั้งของบราซิลปี 2565 Meta ระบุว่าโดยทั่วไปแล้วบริษัทไม่มีการใช้เกณฑ์ชี้วัดใดเป็นพิเศษในการวัดผลความสำเร็จของการดำเนินการด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม โดยมีแค่การรายงานข้อมูลการลบเนื้อหา ยอดการรับชม และจำนวนการคลิกผ่านที่ป้ายกำกับการเลือกตั้งเท่านั้น คณะกรรมการตั้งข้อสังเกตด้วยว่าจากการเปิดเผยของ Meta ในศูนย์ความโปร่งใสและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคณะกรรมการ ยังคงไม่ชัดเจนว่ามาตรการและโปรโตคอลการประเมินความเสี่ยงต่างๆ ของบริษัททำงานอย่างไร (ดูส่วนที่ 6 ด้านบน) ทั้งในการทำงานแยกกันและการทำงานควบคู่กัน Meta ควรชี้แจงจุดเกี่ยวเนื่องระหว่างโปรโตคอลต่างๆ ให้ชัดเจนขึ้น อธิบายข้อแตกต่างระหว่างโปรโตคอลให้ดีขึ้น และระบุผลกระทบที่โปรโตคอลจะมีต่อการบังคับใช้นโยบายเนื้อหา
ความคิดเห็นสาธารณะจำนวนหนึ่ง (Ekō [PC-11000], Dangerous Speech Project [PC-11010], ModeraLab [PC-11016], Campaign Legal Center [PC-11017], InternetLab [PC-11019] และ Coalizão Direitos na Rede [PC-11020]) ที่คณะกรรมการได้รับระบุว่าการดำเนินการของบริษัทเพื่อปกป้องการเลือกตั้งในบราซิลนั้นไม่เพียงพอ แม้คณะกรรมการจะรับทราบถึงความท้าทายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการควบคุมเนื้อหาในวงกว้าง แต่ความรับผิดชอบของ Meta ในการป้องกัน บรรเทา และจัดการกับผลกระทบทางลบต่อสิทธิมนุษยชนนั้นจะมีมากขึ้นในบริบทการเลือกตั้งและบริบทที่มีความเสี่ยงสูงอื่นๆ บริษัทจึงจำเป็นต้องจัดทำมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ข้อผิดพลาดด้านการบังคับใช้ในกรณีนี้ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเอกเทศ เพราะจากข้อมูลของ Ekō (PC-11000) มีเนื้อหาที่คล้ายกันยังคงอยู่บน Facebook แม้กระทั่งหลังการจลาจลวันที่ 8 มกราคม
การประเมินว่ามาตรการของ Meta เหมาะสมและเพียงพอในทุกบริบทของการเลือกตั้งหรือไม่นั้นจำเป็นต้องมีความโปร่งใสมากขึ้น เพราะคณะกรรมการขาดข้อมูลที่พร้อมให้ตรวจสอบซึ่งทำให้คณะกรรมการไม่สามารถประเมินได้อย่างเพียงพอว่าข้อผิดพลาดด้านการบังคับใช้ในกรณีนี้ ตลอดจนข้อกังวลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ ส่อถึงปัญหาเชิงระบบในนโยบายและหลักปฏิบัติในการบังคับใช้ของบริษัทหรือไม่ อีกทั้งยังลดทอนความสามารถของคณะกรรมการที่จะให้คำแนะนำที่เจาะจงแก่ Meta เกี่ยวกับวิธีปรับปรุงการดำเนินการทั่วโลกด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม
ข้อมูลที่ Meta เปิดเผยในขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการลบเนื้อหา ซึ่งไม่ได้ทำให้เห็นภาพอย่างสมบูรณ์ของผลลัพธ์จากมาตรการด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมที่บริษัทใช้ในตลาดที่กำหนด ตัวอย่างเช่น ข้อมูลไม่ได้ระบุความถูกต้องแม่นยำในการบังคับใช้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสำคัญในบริบทการเลือกตั้งอย่างมาตรฐานชุมชนด้านความรุนแรงและการยุยง รวมถึงไม่ระบุเปอร์เซ็นต์ของโฆษณาทางการเมืองที่ได้รับอนุมัติโดย Meta ในตอนแรกแต่ถูกพบว่าละเมิดนโยบายในเวลาต่อมา การทำการตรวจสอบเชิงสถิติด้วยเกณฑ์ชี้วัดเหล่านี้จะทำให้ Meta ไม่เพียงสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้เท่านั้น แต่ยังสามารถติดตามประสิทธิภาพของมาตรการได้อีกด้วย ซึ่งการดำเนินการให้ถูกต้องก็คือสิ่งสำคัญสูงสุด
หากไม่มีข้อมูลเช่นนี้ ทั้งคณะกรรมการและสาธารณชนจะไม่สามารถประเมินประสิทธิภาพการดำเนินการของ Meta ด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมในระดับที่กว้างขึ้นได้ นี่เป็นประเด็นสำคัญเมื่อคำนึงถึงเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองจำนวนมากที่มักเป็นผลจากหรือทวีความรุนแรงขึ้นจากกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งกรณีเหล่านี้จะมีเนื้อหาที่เป็นอันตรายเผยแพร่อยู่บนโลกออนไลน์อันนำไปสู่หรือมาพร้อมกับความรุนแรงในชีวิตจริง (ดู “บอทเมียนมา” (2021-007-FB-UA) “สำนักกิจการการสื่อสารทิเกรย์” (2022-006-FB-MR) และ “การระงับบัญชีของนายทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี” (2021-001-FB-FBR))
ดังนั้น คณะกรรมการจึงเห็นว่า Meta ควรจัดทำกรอบการทำงานสำหรับประเมินการดำเนินการของบริษัทด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และสำหรับรายงานเรื่องนี้ให้สาธารณชนรับรู้ กรอบการทำงานนี้มีเป้าหมายเพื่อจัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับบริษัทในการปรับปรุงระบบควบคุมเนื้อหาโดยรวม รวมถึงในการพิจารณาหาวิธีปรับใช้ทรัพยากรที่ดีที่สุดในบริบทของการเลือกตั้ง กรอบการทำงานนี้ควรช่วยให้ Meta ได้ใช้ความรู้ความเข้าใจในพื้นที่ รวมถึงช่วยระบุและประเมินแคมเปญการสมคบกันทั้งทางออนไลน์และในชีวิตจริงที่มีเป้าหมายเพื่อขัดขวางกระบวนการทางประชาธิปไตย นอกจากนี้ กรอบการทำงานนี้ควรเป็นประโยชน์ให้ Meta ได้ใช้จัดตั้งช่องทางรับความเห็นที่ถาวร รวมถึงได้กำหนดมาตรการที่จะบังคับใช้เมื่อมีความรุนแรงทางการเมืองหลงเหลืออยู่หลังกระบวนการเลือกตั้งสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้ว และท้ายที่สุด คณะกรรมการตั้งข้อสังเกตว่าดังที่ได้อธิบายไว้ด้านบน การอธิบายเกี่ยวกับมาตรการและโปรโตคอลประเมินความเสี่ยงต่างๆ ของ Meta เช่น IPOC, นโยบายจัดลำดับความสำคัญประเทศเพื่อความถูกต้องสมบูรณ์ และโปรโตคอลนโยบายสำหรับภาวะวิกฤต (ดูส่วนที่ 6 ด้านบน) ในบริบทเกี่ยวกับการเลือกตั้งต้องได้รับการตรวจสอบและอธิบายต่อสาธารณะให้ดีขึ้น
8.2 การปฏิบัติตามความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของ Meta
เสรีภาพในการแสดงออก (ICCPR ข้อที่ 19)
สิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกเป็น “เสาหลักของสังคมประชาธิปไตย และเป็นเครื่องยืนยันของกระบวนการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม รวมถึงการพูดคุยสาธารณะและการพูดคุยทางการเมืองได้อย่างมีความหมายและแทนเสียงประชาชน” (ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก, เอกสารวิจัย 1/2562 หน้า 2) ICCPR ข้อที่ 19 ให้การคุ้มครองการแสดงออกอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการพูดคุยเกี่ยวกับการเมือง เมื่อรัฐจำกัดสิทธิในเสรีภาพดังกล่าว การจำกัดจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดในด้านความชอบด้วยกฎหมาย ความชอบธรรม รวมถึงความจำเป็นและความเหมาะสม (ICCPR ข้อที่ 19 ย่อหน้าที่ 3) โดยมักเรียกข้อกำหนดเหล่านี้ว่า “การทดสอบแบบสามส่วน” คณะกรรมการใช้กรอบการทำงานนี้ในการตีความปณิธานโดยสมัครใจของ Meta ต่อสิทธิมนุษยชน
I. ความชอบด้วยกฎหมาย (ความชัดเจนและการเข้าถึงกฎ)
หลักความชอบด้วยกฎหมายภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศกำหนดว่ากฎใดๆ ที่จำกัดการแสดงออกจะต้องชัดเจนและสามารถเข้าถึงได้อย่างสาธารณะ (ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 34 ย่อหน้าที่ 25) เมื่อปรับใช้กับกฎของบริษัทโซเชียลมีเดีย ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกได้กล่าวว่ากฎควรมีความชัดเจนและเจาะจง (A/HRC/38/35 ย่อหน้าที่ 46) คนที่ใช้แพลตฟอร์มของ Meta ควรสามารถเข้าถึงและเข้าใจกฎได้ และผู้ตรวจสอบเนื้อหาควรมีคำแนะนำที่ชัดเจนในการบังคับใช้กฎ
คณะกรรมการเห็นว่าในการปรับใช้กับข้อเท็จจริงของกรณีนี้ กฎของ Meta ที่ห้ามไม่ให้มีเนื้อหาที่เรียกร้องให้ใช้กำลังบุกเข้าสถานที่อันมีความเสี่ยงสูงบางแห่งนั้นเป็นกฎที่ระบุไว้อย่างชัดเจน และเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการห้ามดังกล่าวก็มีความชัดเจนเช่นเดียวกัน ทั้งผู้ใช้และผู้ตรวจสอบเนื้อหาสามารถเข้าใจได้โดยง่ายว่าเนื้อหาในกรณีนี้ละเมิดนโยบาย โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ความวุ่นวายในบราซิล ดังนั้น คณะกรรมการจึงถือว่ากฎตรงตามข้อกำหนดด้านความชอบด้วยกฎหมาย
II. วัตถุประสงค์อันชอบธรรม
การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก (ICCPR ข้อที่ 19) ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์อันชอบธรรม นโยบายด้านความรุนแรงและการยุยงมีเป้าหมายเพื่อ “ป้องกันอันตรายในชีวิตจริงที่อาจเกิดขึ้น” โดยการลบเนื้อหาที่มี “ความเสี่ยงอย่างแท้จริงที่จะเกิดอันตรายต่อร่างกายหรือภัยคุกคามโดยตรงต่อความปลอดภัยของสาธารณะ” นโยบายนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์อันชอบธรรมที่จะปกป้องสิทธิของผู้อื่น เช่น สิทธิในการมีชีวิต (ICCPR ข้อที่ 6) รวมถึงความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและความมั่นคงของประเทศ (ICCPR ข้อที่ 19 ย่อหน้าที่ 3) ในบริบทการเลือกตั้ง นโยบายนี้ยังอาจเป็นไปตามวัตถุประสงค์อันชอบธรรมที่จะปกป้องสิทธิของผู้อื่นในการลงคะแนนเสียงและมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะอีกด้วย (ICCPR ข้อที่ 25)
III. ความจำเป็นและความเหมาะสม
หลักความจำเป็นและความเหมาะสมกำหนดว่าการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกใดๆ “ต้องมีความเหมาะสมตามวัตถุประสงค์เพื่อการคุ้มครอง โดยข้อจำกัดต้องเป็นเครื่องมือที่ล่วงล้ำน้อยที่สุดในหมู่เครื่องมือที่ใช้คุ้มครองทั้งหมด [และ] ต้องมีความเหมาะสมกับผลประโยชน์ที่จะคุ้มครอง” (ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 34 ย่อหน้าที่ 33 และ 34) ซึ่งในทำนองเดียวกับกรณีที่ผ่านมาที่เกี่ยวข้องกับการยุยงให้เกิดความรุนแรง คณะกรรมการเห็นว่าปัจจัย 6 ประการจากแผนปฏิบัติการราบัตของสหประชาชาติมีความเกี่ยวข้องในการพิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสมของการจำกัด (ดู กรณีการระงับบัญชีของนายทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี เป็นต้น)
คณะกรรมการตระหนักว่าในสภาพการเมืองหลายๆ ครั้ง การตั้งคำถามกับความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้งหรือระบบเลือกตั้งเป็นการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการประท้วงของผู้คนอย่างชอบธรรม แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยเอกเทศก็ตาม และเนื่องจากสารทางการเมืองของการกระทำดังกล่าว การกระทำนี้จึงได้รับความคุ้มครองในระดับที่สูงขึ้น (ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 37 ย่อหน้าที่ 19 และ 32) อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการเห็นว่ากรณีนี้ไม่เป็นเช่นนั้น การแสดงออกทางการเมืองซึ่งได้รับการคุ้มครองมีเส้นแบ่งที่สำคัญจากการยุยงให้เกิดความรุนแรงเพื่อคว่ำผลการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนที่ถูกต้องตามกฎหมาย จากปัจจัยที่ระบุในแผนปฏิบัติการราบัต กรณีนี้ตรงตามเกณฑ์การจำกัดการแสดงออกอย่างชัดเจน คณะกรรมการเห็นว่าองค์ประกอบหลายอย่างในเนื้อหาของกรณีนี้มีความเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ของคณะกรรมการ ทั้งการเรียกร้องให้ “ปิดล้อม” รัฐสภาของบราซิลเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” และ “บุก” “อำนาจทั้งสาม”, วิดีโอที่มีนายพลคนสำคัญของบราซิลเรียกร้องให้ “ออกมาเดินถนน” และ “มุ่งหน้าไปยังรัฐสภาแห่งชาติ … [และ] ศาลฎีกา, ภาพอาคารของรัฐบาลกลางถูกไฟไหม้เป็นพื้นหลัง และการเรียกร้องว่าต้องการ “ซอร์สโค้ด” เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ภาพรวมของบราซิลที่มีผู้สนับสนุน Bolsonaro โต้แย้งผลการเลือกตั้งและเรียกร้องให้กองทัพทำรัฐประหาร องค์ประกอบเหล่านี้จึงล้วนเป็นการเรียกร้องอย่างชัดเจนให้บุกเข้าควบคุมอาคารของรัฐบาล ทั้งเจตนาของผู้พูด เนื้อหาของการแสดงออกและความแพร่หลายของเนื้อหานี้ ไปจนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดอันตรายอันใกล้ในบริบทการเมืองของบราซิล ณ ขณะนั้น ล้วนเป็นเหตุผลอันสมควรให้ลบโพสต์ออก
เนื้อหาได้รับการโพสต์ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงว่าจะเกิดความรุนแรงทางการเมือง ดังที่มีการเรียกร้องเป็นวงกว้างให้กองทัพคว่ำผลการเลือกตั้ง ในขณะเดียวกันก็มีการใช้สโลแกนที่เป็นรหัสเพื่อส่งเสริมการประท้วงที่มุ่งเน้นอาคารของรัฐบาลใน Brasília โดยเฉพาะ (ดูส่วนที่ 2) ในประเด็นนี้ ข้อมูลที่คณะกรรมการได้รับจากความคิดเห็นสาธารณะหลายรายการ รวมถึงจาก ITS Rio – Modera Lab (PC-11016), Coalizão Direitos na Rede (PC-11020), InternetLab (PC-11019) และ Ekō (PC-11000) ซึ่งสนับสนุนการศึกษาวิจัยที่มอบหมายโดยคณะกรรมการ ล้วนแสดงให้เห็นว่ามีเนื้อหาที่คล้ายกันแพร่หลายเป็นวงกว้างอยู่บนโซเชียลมีเดียในช่วงเวลาก่อนถึงเหตุการณ์วันที่ 8 มกราคม และยังเน้นให้เห็นความกระชั้นชิดของเหตุการณ์ที่ผู้สนับสนุน Bolsonaro บุกเข้าอาคารที่ Three Powers Plaza และผลักดันให้กองทัพเข้าแทรกแซงซึ่งรวมถึงให้กองทัพทำรัฐประหาร
จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น คณะกรรมการเห็นว่าการลบเนื้อหาออกสอดคล้องกับความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัท การลบเนื้อหาออกเป็นการตอบสนองที่จำเป็นและเหมาะสมแล้วเพื่อปกป้องสิทธิในการมีชีวิตของผู้คนที่รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในบราซิล นอกจากนี้ ในสถานการณ์ที่มีการพยายามขัดขวางการเปลี่ยนผ่านอำนาจในระบอบประชาธิปไตย การลบเนื้อหานี้และเนื้อหาที่คล้ายกันออกยังเป็นการดำเนินการที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อปกป้องสิทธิของชาวบราซิลในการลงคะแนนเสียงและมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะอีกด้วย
ความล้มเหลวซ้ำหลายครั้งของระบบตรวจสอบของ Meta ที่ไม่สามารถระบุการละเมิดในวิดีโอหรือส่งเรื่องต่อให้ตรวจสอบเพิ่มเติมและลบเนื้อหาในกรณีนี้ออกเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ซึ่งคณะกรรมการเชื่อว่า Meta จะจัดการได้ดีขึ้นหากบริษัทนำคำแนะนำด้านล่างนี้ไปใช้ แม้ Meta ได้ดำเนินการในเชิงบวกเพื่อปรับปรุงการดำเนินการด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมในบราซิล แต่บริษัทยังดำเนินการไม่เพียงพอที่จะจัดการการใช้แพลตฟอร์มในทางที่ผิดที่อาจเกิดขึ้นผ่านแคมเปญการสมคบกันดังที่ได้เห็นในบราซิล ในกรณีนี้ เนื้อหาที่ถูกปล่อยไว้และแชร์ออกไปเป็นวงกว้างดูเหมือนจะเหมือนกับการให้ข้อมูลผิดและการยุยงที่มีรายงานว่าแพร่หลายอยู่บนแพลตฟอร์มของ Meta ในบราซิล ณ ขณะนั้น ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์เพิ่มเติมให้กับคำกล่าวอ้างว่าบัญชีที่มีอิทธิพลและอำนาจขับเคลื่อนสูงบนแพลตฟอร์มของ Meta มีบทบาทในการส่งเสริมความรุนแรง ความคิดเห็นสาธารณะที่คณะกรรมการได้รับ (ดู Instituto Vero [PC-11015], ModeraLab [PC-11016], InternetLab [PC-11019], Instituto de Referência em Internet e Sociedade [PC-11021]) ยืนยันว่าการดำเนินการตรวจสอบเนื้อหาแต่ละรายการและอาจลบออกจากแพลตฟอร์มของ Meta ยังไม่เพียงพอและค่อนข้างไม่มีประสิทธิภาพเมื่อเนื้อหานั้นเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำร่วมกันเป็นขบวนการที่มีเป้าหมายเพื่อขัดขวางกระบวนการทางประชาธิปไตย การดำเนินการด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมและโปรโตคอลภาวะวิกฤตจะต้องจัดการแนวโน้มทางดิจิทัลที่กว้างขึ้นเหล่านี้
8.3 เนื้อหาที่เหมือนกันในบริบทแบบเดียวกัน
คณะกรรมการแสดงความกังวลต่อการแพร่กระจายของเนื้อหาที่คล้ายกันกับเนื้อหาที่กำลังวิเคราะห์อยู่นี้ตลอดหลายเดือนก่อนการจลาจลวันที่ 8 มกราคมในบราซิล และในเมื่อ Meta ล้มเหลวซ้ำหลายครั้งที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเนื้อหานี้ละเมิดนโยบาย คณะกรรมการจะให้ความสนใจเป็นพิเศษกับการดำเนินการของ Meta ในการนำคำตัดสินไปปรับใช้กับเนื้อหาที่เหมือนกันในบริบทแบบเดียวกันที่ยังเหลืออยู่บนแพลตฟอร์มของบริษัท ยกเว้นในกรณีที่เนื้อหาได้รับการแชร์เพื่อประณามหรือเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับคำปราศรัยของนายพลและการเรียกร้องให้บุกเข้าอาคารที่ Three Powers Plaza ใน Brasília
9. คำตัดสินของคณะกรรมการกำกับดูแล
คณะกรรมการกำกับดูแลกลับคำตัดสินเดิมของ Meta ที่ปล่อยเนื้อหาไว้บนแพลตฟอร์ม
10. คำแนะนำ
A. การบังคับใช้
- Meta ควรจัดทำกรอบการทำงานสำหรับประเมินการดำเนินการของบริษัทด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ซึ่งรวมถึงการสร้างและเผยแพร่เกณฑ์ชี้วัดสำหรับการดำเนินการด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมที่ประสบความสำเร็จ โดยครอบคลุมเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้นโยบายเนื้อหาของ Meta และแนวทางของบริษัทต่อโฆษณาด้วย คณะกรรมการจะถือว่ามีการนำคำแนะนำนี้ไปใช้แล้วก็ต่อเมื่อ Meta จัดทำกรอบการทำงานนี้ (รวมถึงคำอธิบายและเป้าหมายของเกณฑ์ชี้วัด), เปิดเผยกรอบการทำงานลงในศูนย์ความโปร่งใสของบริษัท, เริ่มเผยแพร่รายงานแบบเฉพาะประเทศ และเปิดเผยให้สาธารณชนทราบถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในการดำเนินการทั่วไปด้านการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมอันเป็นผลจากการประเมินนี้
B. ความโปร่งใส
- Meta ควรอธิบายให้ชัดเจนในศูนย์ความโปร่งใสว่านอกเหนือจากโปรโตคอลนโยบายสำหรับภาวะวิกฤตแล้ว บริษัทยังใช้โปรโตคอลอื่นในการพยายามป้องกันและจัดการกับความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายซึ่งอาจมีอยู่ในสถานการณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือในเหตุการณ์อันมีความเสี่ยงสูงอื่นๆ โดยนอกเหนือจากการระบุชื่อและการอธิบายโปรโตคอลดังกล่าวแล้ว บริษัทยังควรระบุวัตถุประสงค์ จุดเกี่ยวเนื่องระหว่างโปรโตคอลต่างๆ เหล่านี้ และข้อแตกต่างระหว่างโปรโตคอลด้วย คณะกรรมการจะถือว่ามีการนำคำแนะนำนี้ไปใช้แล้วก็ต่อเมื่อ Meta เผยแพร่ข้อมูลนี้ในศูนย์ความโปร่งใส
* หมายเหตุตามกระบวนการ:
คำตัดสินของคณะกรรมการกำกับดูแลจัดทำขึ้นโดยกรรมการสมาชิกห้าคนและได้รับการอนุมัติจากเสียงส่วนใหญ่ในคณะกรรมการแล้ว คำตัดสินของคณะกรรมการไม่ได้แสดงถึงมุมมองส่วนบุคคลของสมาชิกทั้งหมดเสมอไป
ในการพิจารณาคำตัดสินนี้ คณะกรรมการได้มอบหมายให้มีการดำเนินการศึกษาวิจัยโดยอิสระในนามของคณะกรรมการ คณะกรรมการได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยอิสระซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่มหาวิทยาลัยโกเทนเบิร์ก (University of Gothenburg) โดยมีการระดมทีมนักสังคมศาสตร์กว่า 50 คนใน 6 ทวีป ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ มากกว่า 3,200 คนจากทั่วโลก นอกจากนี้ คณะกรรมการยังได้รับความช่วยเหลือด้านข้อมูลจาก Duco Advisers ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านความสัมพันธ์กันระหว่างภูมิรัฐศาสตร์ ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย รวมถึงด้านเทคโนโลยีอีกด้วย Memetica ซึ่งเป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการวิจัยแบบโอเพนซอร์สเกี่ยวกับเทรนด์ในโซเชียลมีเดียเองก็ได้ให้การวิเคราะห์ไว้เช่นกัน ข้อมูลด้านภาษานั้นได้รับจากบริษัท Lionbridge Technologies LLC ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญที่แตกฉานในภาษาต่างๆ มากกว่า 350 ภาษาและทำงานจาก 5,000 เมืองทั่วโลก
العودة إلى قرارات الحالة والآراء الاستشارية المتعلقة بالسياسة