Multiple Case Decision

กฎการลงคะแนนเสียงของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งประเทศออสเตรเลีย

คณะกรรมการกำกับดูแลยืนตามคำตัดสินของ Meta ในการลบโพสต์บน Facebook 2 โพสต์แยกกันซึ่งมีภาพหน้าจอภาพเดียวกันที่ระบุข้อมูลที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งประเทศออสเตรเลีย (Australian Electoral Commission) โพสต์ใน X ล่วงหน้าก่อนมีการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีกลไกรับรองสิทธิคนพื้นเมืองในสภาของออสเตรเลีย

2 cases included in this bundle

Upheld

FB-0TGD816L

กรณีเกี่ยวกับการร่วมมือกันทำอันตรายและการเผยแพร่อาชญากรรมบน Facebook

Platform
Facebook
Topic
การเลือกตั้ง,รัฐบาล,การให้ข้อมูลผิด
Standard
การร่วมมือกันทำอันตรายและการเผยแพร่อาชญากรรม
Location
ออสเตรเลีย
Date
Published on May 9, 2024
Upheld

FB-8ZQ78FZG

กรณีเกี่ยวกับการร่วมมือกันทำอันตรายและการเผยแพร่อาชญากรรมบน Facebook

Platform
Facebook
Topic
การเลือกตั้ง,รัฐบาล,การให้ข้อมูลผิด
Standard
การร่วมมือกันทำอันตรายและการเผยแพร่อาชญากรรม
Location
ออสเตรเลีย
Date
Published on May 9, 2024

สรุป

คณะกรรมการกำกับดูแลยืนตามคำตัดสินของ Meta ในการลบโพสต์บน Facebook 2 โพสต์แยกกันซึ่งมีภาพหน้าจอภาพเดียวกันที่ระบุข้อมูลที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งประเทศออสเตรเลีย (Australian Electoral Commission หรือ AEC) โพสต์ใน X ในช่วงก่อนมีการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีกลไกรับรองสิทธิคนพื้นเมืองในสภาของออสเตรเลีย โพสต์ทั้งคู่ละเมิดกฎในมาตรฐานชุมชนว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรม ซึ่งห้ามไม่ให้มีเนื้อหาที่เรียกร้องให้มีการเข้าร่วมในกระบวนการลงคะแนนเสียงอย่างผิดกฎหมาย กรณีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าข้อมูลที่ถูกนำเสนอนอกบริบทจะส่งผลกระทบต่อสิทธิในการลงคะแนนเสียงของผู้คนได้อย่างไรบ้าง คณะกรรมการแนะนำให้ Meta อธิบายกฎที่เกี่ยวข้องกับการโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงและ/หรือการสำรวจสำมะโนประชากรของบริษัทให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผ่านการเผยแพร่คำนิยามของ “การลงคะแนนเสียงอย่างผิดกฎหมาย” ต่อสาธารณะ

เกี่ยวกับกรณี

ในวันที่ 14 ตุลาคม 2566 ออสเตรเลียได้จัดการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีกลไกรับรองสิทธิคนพื้นเมืองในสภาขึ้น โดยในช่วงไม่กี่วันก่อนหน้า มีผู้ใช้ Facebook ได้โพสต์ชุดภาพหน้าจอของโพสต์ใน X จากบัญชีอย่างเป็นทางการของ AEC ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏประกอบไปด้วย “If someone votes at two different polling places within their electorate, and places their formal vote in the ballot box at each polling place, their vote is counted” (หากมีบุคคลใดลงคะแนนเสียงใน 2 คูหาที่แตกต่างกันภายในเขตเลือกตั้งของตน และลงคะแนนเสียงอย่างเป็นทางการในหีบบัตรเลือกตั้งในแต่ละคูหาที่กล่าวมา คะแนนเสียงดังกล่าวจะถูกนับด้วย) นอกจากนี้ความคิดเห็นอีก 1 รายการจากเธรดใน X เธรดเดียวกันที่ผู้ใช้ได้ถ่ายภาพหน้าจอมาได้อธิบายว่าการเก็บข้อมูลบัตรเลือกตั้งไว้เป็นความลับจะช่วยป้องกันไม่ให้ AEC “knowing which ballot paper belongs to which person,” (ทราบว่าบัตรเลือกตั้งใบใดเป็นของผู้ใด) ตลอดจนระบุว่า “the number of double votes received is incredibly low.” (การลงคะแนนเสียงซ้ำที่ได้รับมีจำนวนน้อยอย่างไม่น่าเชื่อ) อย่างไรก็ตาม ภาพหน้าจอดังกล่าวไม่ได้แสดงข้อมูลทั้งหมดที่ AEC แชร์ รวมถึงข้อความที่ว่าการลงคะแนนเสียงซ้ำนั้นผิดกฎหมาย คำบรรยายของโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “vote early, vote often, and vote NO.” (โหวตให้เร็ว โหวตให้บ่อย และโหวตไม่เห็นด้วย)

โพสต์ที่สองที่แชร์โดยผู้ใช้ Facebook อีกรายหนึ่งนั้นมีภาพหน้าจอภาพเดียวกันแต่มีโอเวอร์เลย์ข้อความเขียนว่า “so you can vote Multiple times. They are setting us up for a ‘Rigging’ … smash the voting centres … it’s a NO, NO, NO, NO, NO.” (สรุปว่าเราโหวตหลายครั้งได้ด้วย พวกนี้ตั้งใจชี้นำให้เรา “โกง” ผลคะแนน…ไปถล่มคูหาเลือกตั้ง…แล้วโหวตไม่เห็นชอบ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่)

ในการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิได้มีการถามชาวออสเตรเลียว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนของชนพื้นเมืองชาวอะบอริจินและชาวเกาะช่องแคบทอเรสให้มากขึ้นหรือไม่

การลงคะแนนเสียงในออสเตรเลียนั้นเป็นการลงคะแนนเสียงภาคบังคับ โดย AEC รายงานว่านับตั้งแต่ปี 2467 มีผู้ออกมาลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติแต่ละครั้งราวๆ 90% การลงคะแนนเสียงซ้ำนั้นผิดกฎหมายและถือเป็นการโกงเลือกตั้งประเภทหนึ่ง

หลังจากที่ระบบอัตโนมัติของ Meta ตรวจพบโพสต์ทั้งคู่แล้ว เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก็ได้ลบโพสต์ทั้งคู่ออกเนื่องจากละเมิดนโยบายว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรมของ Meta โดยผู้ใช้ทั้งคู่ได้ยื่นอุทธรณ์

ข้อมูลสำคัญที่ค้นพบ

คณะกรรมการเห็นว่าโพสต์ทั้งคู่ละเมิดกฎว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรมซึ่งห้ามไม่ให้มีเนื้อหาที่เป็น “การสนับสนุน การให้คำแนะนำ หรือการแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าจะเข้าร่วมกระบวนการลงคะแนนเสียงหรือการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างผิดกฎหมาย” ในกรณีแรก วลีที่ว่า “vote often,” (โหวตให้บ่อย) ร่วมกับข้อมูลของ AEC เกี่ยวกับการนับการลงคะแนนเสียงซ้ำถือเป็นการเรียกร้องอย่างชัดเจนให้มีส่วนร่วมในการลงคะแนนเสียงอย่างผิดกฎหมาย ตามแนวทางภายในของ Meta การลงคะแนนเสียงซ้ำ 2 ครั้งถือเป็น “การลงคะแนนเสียงอย่างผิดกฎหมาย” ในกรณีที่สอง การใช้วลีที่ว่า “smash the voting centres,” (ไปถล่มคูหาเลือกตั้ง) ร่วมกับข้อความโอเวอร์เลย์ที่เหลือสามารถตีความได้ว่าเป็นการสนับสนุนให้ผู้คนจำนวนมากออกมาลงคะแนนเสียงซ้ำในคูหา โพสต์ทั้งคู่ไม่มีคุณสมบัติตามข้อยกเว้นด้านนโยบายเกี่ยวกับการประณาม การสร้างความตระหนักรู้ การรายงานข่าว หรือในบริบทที่ขบขันหรือเสียดสี โพสต์ทั้งคู่ไม่ได้จัดอยู่ในข้อยกเว้นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการสร้างความตระหนักรู้ เนื่องจากโพสต์เหล่านี้ไม่ได้แค่เพียงพูดคุยเกี่ยวกับโพสต์ใน X ของ AEC เท่านั้น แต่เป็นการเผยแพร่ข้อมูลโดยปราศจากบริบทเพื่อสื่อเป็นนัยว่า AEC กล่าวว่าอนุญาตให้ลงคะแนนเสียงมากกว่า 1 ครั้งได้

โดยการป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เรียกร้องให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในการโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงนับเป็นวัตถุประสงค์อันชอบธรรมในการคุ้มครองสิทธิในการลงคะแนนเสียง คณะกรรมการพิจารณาว่าการแสดงความเห็นทางการเมืองเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการแบบประชาธิปไตย ในกรณีเหล่านี้ ผู้ใช้ทั้งคู่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในการอภิปรายสาธารณะที่เกิดขึ้นจากการออกเสียงประชามติ แต่เป็นไปเพื่อเรียกร้องให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิทางการเมืองของผู้คนที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการลงคะแนนเสียง ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าการเรียกร้องให้ “vote No” (โหวตไม่เห็นด้วย) จะนับเป็นการแสดงความเห็นทางการเมืองที่ได้รับการคุ้มครอง แต่วลีที่ว่า “vote often” (โหวตให้บ่อย) และ“smash the voting centres” (ไปถล่มคูหาเลือกตั้ง) นั้นเป็นคนละกรณีกัน คณะกรรมการเห็นว่าการที่ Meta ดำเนินการเพื่อคุ้มครองกระบวนการแบบประชาธิปไตยด้วยการป้องกันไม่ให้มีการพยายามโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงแพร่กระจายอยู่บนแพลตฟอร์มของบริษัทเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อพิจารณาว่ามีการกล่าวอ้างว่าเกิดการโกงขึ้นในการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิอยู่บ่อยครั้ง

คณะกรรมการตระหนักดีถึงการดำเนินงานของ Meta สำหรับการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิ ทางบริษัทใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อค้นหาเนื้อหาที่อาจมีลักษณะเป็นการละเมิดภายใต้กฎเกี่ยวกับการแทรกแซงการลงคะแนนเสียงของมาตรฐานชุมชนว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรม และมาตรฐานชุมชนว่าด้วยการให้ข้อมูลผิด วลีที่ว่า “double vote” (โหวตซ้ำ) และ “vote multiple times” (โหวตหลายครั้ง) เป็นคีย์เวิร์ดที่ทำให้ระบบการตรวจหาตามคีย์เวิร์ดของบริษัททำงานขึ้นในกรณีนี้ จากข้อมูลของ Meta ระบบนี้มีการปรับให้เข้ากับบริบทในท้องถิ่น เมื่ออิงจากข้อมูลที่มีการแชร์ คณะกรรมการกล่าวว่าควรมีการใช้บังคับมาตรการริเริ่มเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอทั่วโลกและในประเทศที่กำลังจัดการเลือกตั้งอยู่ นอกจากนี้คณะกรรมการยังส่งเสริมให้ Meta จัดทำเกณฑ์ชี้วัดความสำเร็จในการประเมินประสิทธิภาพของระบบตรวจหาตามคีย์เวิร์ดอีกด้วย

และท้ายที่สุด คณะกรรมการเห็นว่ามาตรฐานชุมชนว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรมที่เผยแพร่ต่อสาธารณะนั้นยังไม่ชัดเจนเพียงพอ มาตรฐานชุมชนเหล่านี้ไม่ได้รวมถึงข้อมูลที่มีให้ผู้ตรวจสอบในแนวทางภายในของ Meta กล่าวคือไม่ได้รวมถึงคำนิยามสำหรับ “การลงคะแนนเสียงอย่างผิดกฎหมาย” ของบริษัท เนื่องจากการที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดียเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นปัญหาด้านสาธารณประโยชน์ของงานกิจกรรมด้านประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง Meta จึงต้องแจ้งให้ผู้ใช้ทราบถึงกฎเหล่านี้อย่างชัดเจน

คำตัดสินของคณะกรรมการกำกับดูแล

คณะกรรมการกำกับดูแลยืนตามคำตัดสินของ Meta ในการลบเนื้อหาในกรณีทั้งคู่

คณะกรรมการแนะนำให้ Meta ดำเนินการดังต่อไปนี้

  • เพิ่มคำนิยามของบริษัทสำหรับคำว่า “การลงคะแนนเสียงอย่างผิดกฎหมาย” ไว้เป็นส่วนหนึ่งของข้อความในนโยบายว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรมที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งห้ามไม่ให้มีเนื้อหาที่เป็น “การสนับสนุน การให้คำแนะนำ หรือการแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าจะเข้าร่วมกระบวนการลงคะแนนเสียงหรือการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างผิดกฎหมาย ยกเว้นเมื่อแชร์เพื่อประณาม สร้างความตระหนักรู้ รายงานข่าว หรือในบริบทที่ขบขันหรือเสียดสี”

* ข้อมูลโดยสรุปของกรณีจะกล่าวถึงภาพรวมของกรณีเหล่านี้และไม่อาจถือเป็นบรรทัดฐาน

คำตัดสินฉบับสมบูรณ์

1. ข้อมูลโดยสรุปของคำตัดสิน

คณะกรรมการกำกับดูแลยืนตามคำตัดสินของ Meta ในการลบโพสต์บน Facebook 2 โพสต์ที่มีภาพหน้าจอของโพสต์จากคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งประเทศออสเตรเลีย (AEC) บน X ซึ่งก่อนหน้านี้คือ Twitter ภาพหน้าจอจาก AEC ที่ผู้ใช้ Facebook โพสต์มีข้อความดังต่อไปนี้ “If someone votes at two different polling places within their electorate, and places their formal vote in the ballot box at each polling place, their vote is counted” (หากมีบุคคลใดลงคะแนนเสียงใน 2 คูหาที่แตกต่างกันภายในเขตเลือกตั้งของตน และลงคะแนนเสียงอย่างเป็นทางการในหีบบัตรเลือกตั้งในแต่ละคูหาที่กล่าวมา คะแนนเสียงดังกล่าวจะถูกนับด้วย) ในโพสต์บน Facebook โพสต์แรก มีภาพหน้าจอที่มีคำบรรยายที่ระบุว่า “vote early, vote often, and vote NO.” (โหวตให้เร็ว โหวตให้บ่อย และโหวตไม่เห็นด้วย) ในโพสต์บน Facebook โพสต์ที่สองโพสต์ ภาพหน้าจอที่มีโอเวอร์เลย์ข้อความซึ่งมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ “so you can vote Multiple times … they are setting us up for a ‘Rigging’ … smash the voting centres… it’s a NO, NO, NO, NO, NO.” (สรุปว่าเราโหวตหลายครั้งได้ด้วย…พวกนี้ตั้งใจชี้นำให้เรา “โกง” ผลคะแนน…ไปถล่มคูหาเลือกตั้ง…แล้วโหวตไม่เห็นชอบ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่) นอกจากนี้คำบรรยายยังมีอีโมจิ “หยุด” ตามด้วยคำว่า “Australian Electoral Commission” (คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งประเทศออสเตรเลีย)

คณะกรรมการเห็นว่าโพสต์ทั้งคู่ละเมิดมาตรฐานชุมชนว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรมซึ่งห้ามไม่ให้มี “การสนับสนุน การให้คำแนะนำ หรือการแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าจะเข้าร่วมกระบวนการลงคะแนนเสียงหรือการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างผิดกฎหมาย ยกเว้นเมื่อแชร์เพื่อประณาม สร้างความตระหนักรู้ รายงานข่าว หรือในบริบทที่ขบขันหรือเสียดสี” คณะกรรมการเห็นว่าโพสต์ทั้งคู่ไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อยกเว้นข้อใด

กรณีเหล่านี้ก่อให้เกิดความกังวลในระดับที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลโดยปราศจากบริบทในสภาพการณ์ของกระบวนการแบบประชาธิปไตย เช่น การเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อสิทธิในการลงคะแนนเสียงของผู้คน คณะกรรมการแนะนำให้ Meta อธิบายแนวนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงและ/หรือจำนวนประชากรในมาตรฐานชุมชนว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อชี้แจงว่าสิ่งใดถือเป็น “การเข้าร่วมในกระบวนการลงคะแนนเสียงหรือการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างผิดกฎหมาย”

2. คำอธิบายและภูมิหลังของกรณี

ในวันที่ 14 ตุลาคม 2566 ออสเตรเลียได้จัดการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีกลไกรับรองสิทธิคนพื้นเมืองในสภาขึ้น (นับจากนี้ต่อไปเรียกว่า “การออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิ”) ในช่วงไม่กี่วันก่อนหน้าการลงคะแนนเสียง ผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งในกลุ่มที่ตนเป็นผู้ดูแลได้แชร์โพสต์พร้อมกับภาพหน้าจอของโพสต์ใน X จากบัญชีอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งประเทศออสเตรเลีย (AEC) โพสต์ใน X ของ AEC มีข้อความดังต่อไปนี้ “If someone votes at two different polling places within their electorate, and places their formal vote in the ballot box at each polling place, their vote is counted” (หากมีบุคคลใดลงคะแนนเสียงใน 2 คูหาที่แตกต่างกันภายในเขตเลือกตั้งของตน และลงคะแนนเสียงอย่างเป็นทางการในหีบบัตรเลือกตั้งในแต่ละคูหาที่กล่าวมา คะแนนเสียงดังกล่าวจะถูกนับด้วย) นอกจากนี้ภาพหน้าจอยังเผยให้เห็นถึงความคิดเห็นอีกรายการจากเธรดเดียวกันใน X ซึ่งอธิบายว่าการเก็บข้อมูลบัตรเลือกตั้งไว้เป็นความลับจะช่วยป้องกันไม่ให้ AEC “knowing which ballot paper belongs to which person,” (ทราบว่าบัตรเลือกตั้งใบใดเป็นของผู้ใด) พร้อมกล่าวให้ความมั่นใจแก่ผู้คนว่า “the number of double votes received is incredibly low.” (การลงคะแนนเสียงซ้ำที่ได้รับมีจำนวนน้อยอย่างไม่น่าเชื่อ) อย่างไรก็ตาม ภาพหน้าจอไม่ได้แสดงข้อมูลทั้งหมดที่ AEC แชร์ ซึ่งระบุว่าการลงคะแนนเสียงซ้ำนั้นผิดกฎหมายในออสเตรเลีย คำบรรยายในโพสต์บน Facebook โพสต์แรกที่ระบุว่า “vote early, vote often, and vote NO”. (โหวตให้เร็ว โหวตให้บ่อย และโหวตไม่เห็นด้วย)

โพสต์อีกโพสต์หนึ่งที่มีภาพหน้าจอภาพเดียวกันของโพสต์ใน X ของ AEC ถูกแชร์ 1 วันให้หลังโดยผู้ใช้ Facebook รายอื่นบนโปรไฟล์ของตน โดยโพสต์ดังกล่าวมีโอเวอร์เลย์ข้อความที่มีข้อความต่อไปนี้ “so you can vote Multiple times. They are setting us up for a ‘Rigging’ ... smash the voting centres ... it's a NO, NO, NO, NO, NO.” (สรุปว่าเราโหวตหลายครั้งได้ด้วย พวกนี้ตั้งใจชี้นำให้เรา “โกง” ผลคะแนน…ไปถล่มคูหาเลือกตั้ง…แล้วโหวตไม่เห็นชอบ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่) นอกจากนี้คำบรรยายยังมีอีโมจิ “หยุด” ตามด้วยคำว่า “Australian Electoral Commission” (คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งประเทศออสเตรเลีย)

โพสต์ทั้งคู่ถูก Meta ตรวจพบด้วยวิธีการเชิงรุก วลีที่ว่า “double vote” (โหวตซ้ำ) และ “vote multiple times” (โหวตหลายครั้ง) เป็นคีย์เวิร์ดที่ทำให้ “มาตรการริเริ่มในไปป์ไลน์เพื่อตรวจหาตามคีย์เวิร์ด” ของบริษัททำงานขึ้นในกรณีนี้ แนวทางการตรวจหาตามคีย์เวิร์ดเป็นกระบวนการอย่างเป็นระบบที่ Meta นำมาใช้เพื่อระบุหา “เนื้อหาที่อาจมีลักษณะเป็นการละเมิดซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องการแทรกแซงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงและการสำรวจสำมะโนประชากร” ในเชิงรุก โพสต์ทั้งคู่ถูกส่งเข้ารับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่โดยอัตโนมัติ โพสต์ทั้งคู่ถูกลบออกหลังจากได้รับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่เนื่องจากละเมิดนโยบายว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรม นอกจากนี้ Meta ยังได้ใช้บังคับการประกาศเตือนระดับมาตรฐานและการจำกัดการใช้งานฟีเจอร์ 30 วัน ซึ่งป้องกันไม่ให้ผู้ใช้โพสต์หรือแสดงความคิดเห็นในกลุ่ม Facebook, สร้างกลุ่มข่าวสาร หรือเข้าร่วม Messenger Rooms

คณะกรรมการตั้งข้อสังเกตว่ามีบริบทต่อไปนี้ในการบรรลุคำตัดสินต่อกรณีเหล่านี้

ในการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิมีการถามชาวออสเตรเลียว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรับรองชนชาติแรกของออสเตรเลีย “by establishing a body called the Aboriginal and Torres Strait Islander Voice,” (โดยการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อสิทธิของชนพื้นเมืองชาวอะบอริจินและชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส) ซึ่งจะสามารถ “make representations to the Parliament and the Executive Government of the Commonwealth on matters relating to Aboriginal and Torres Strait Islander peoples.” (เป็นตัวแทนในสภาและต่อรัฐบาลฝ่ายบริหารของเครือจักรภพสำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชนพื้นเมืองชาวอะบอริจินและชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส) ข้อมูลภูมิหลังที่เกี่ยวข้องของการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธินั้นรวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าชนพื้นเมืองชาวอะบอริจินและชาวเกาะช่องแคบทอร์เรสในออสเตรเลียเป็นกลุ่มชนที่ด้อยโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจมากที่สุดในประเทศ โดยมีอัตราการว่างงานสูง อัตราการเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาต่ำลง ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ไม่ดี (ทั้งทางร่างกายและจิตใจ) ตลอดจนมีอายุคาดเฉลี่ยสั้นกว่าชาวออสเตรเลียกลุ่มอื่นเป็นอย่างมาก รวมถึงระดับการถูกจำคุกเองก็สูงเช่นกัน นอกจากนี้ ชนพื้นเมืองชาวอะบอริจินและชาวเกาะช่องแคบทอร์เรสยังต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและได้รับผลกระทบบนพื้นฐานของเพศสภาพและความรุนแรงจากตำรวจมากเป็นพิเศษ

นายกรัฐมนตรี Anthony Albanese ทำการหาเสียงโดยสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (สนับสนุนการลงคะแนนเสียง “เห็นชอบ”) ในขณะที่แนวร่วมฝ่ายค้านหลังของออสเตรเลียได้หาเสียงเพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (สนับสนุนการลงคะแนนเสียง “ไม่เห็นชอบ”) อย่างไรก็ตามข้อเสนอนี้ถูกคว่ำในระดับประเทศและโดยเสียงส่วนใหญ่ในทั้ง 6 รัฐ ทำให้ไม่ได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่งสองชั้นที่จำเป็นต้องใช้เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญของออสเตรเลีย

การลงคะแนนเสียงในออสเตรเลียเป็นการลงคะแนนเสียงภาคบังคับและ AEC รายงานว่านับตั้งแต่ปี 2467 มีผู้ออกมาลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติแต่ละครั้งราวๆ 90% การลงคะแนนเสียงซ้ำเป็นการโกงเลือกตั้งประเภทหนึ่งทั้งในระดับรัฐและระดับสหพันธรัฐเมื่ออิงตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งในเครือจักรภพปี 2461 และกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (บทบัญญัติเกี่ยวกับระบบปฏิบัติงาน) ปี 2527 AEC ได้โพสต์เธรดแบบยาวใน X เพื่อตอบโต้กับข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงซ้ำในการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิ โดยระบุว่าการลงคะแนนเสียงซ้ำนั้น “very rare” (พบเจอได้ยาก) ตลอดจนระบุมาตรการที่ AEC มีไว้เพื่อป้องกันการดำเนินการดังกล่าว AEC อธิบายบนเว็บไซต์ขององค์กรว่าเพื่อรับมือกับการลงคะแนนเสียงซ้ำ ทาง AEC ได้ออกหนังสือรายชื่อของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงทั้งหมดที่ได้รับการรับรองที่เหมือนกันสำหรับหน่วยเลือกตั้งให้กับแต่ละคูหา เมื่อระบบออกชุดบัตรลงคะแนนเสียงแก่ผู้เลือกตั้งแล้ว ระบบจะทำเครื่องหมายไว้ในรายชื่อที่ได้รับการรับรองในจุดออกชุดบัตรลงคะแนนเสียง หากผู้เลือกตั้งไปยังจุดออกชุดบัตรลงคะแนนเสียงที่อื่นเพื่อลงคะแนนเสียงทั่วไปอีกครั้ง สำเนาของรายชื่อที่ได้รับการรับรองอีกฉบับสำหรับหน่วยเลือกตั้งนั้นจะถูกทำเครื่องหมายไว้ ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าได้ออกชุดบัตรลงคะแนนเสียงให้กับบุคคลดังกล่าวไปแล้ว และทันทีหลังจากวันลงคะแนนเสียง แต่ละรายชื่อที่ได้รับการรับรองที่เหมือนกันสำหรับหน่วยเลือกตั้งแต่ละหน่วยจะได้รับการสแกนตรวจสอบว่าชื่อทั้งหมดมีเครื่องหมายซ้ำหรือไม่ จากนั้นทาง AEC จะดำเนินการสอบสวนและส่งจดหมายถึงผู้เลือกตั้งแต่ละรายที่ต้องสงสัยว่าลงคะแนนเสียงซ้ำ โดยปัญหาได้รับการแก้ไขอันเนื่องมาจากเหตุผลต่างๆ เช่น “polling official error,” (ข้อผิดพลาดของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง) หรือตามคำอธิบายอย่างเช่น “language or literacy difficulties” (มีความบกพร่องด้านภาษาหรือมีปัญหาด้านการอ่านเขียน) หรือบุคคลดังกล่าวนั้น “elderly and confused and voted more than once due to forgetting they had already cast a vote.” (เป็นผู้เสียงอายุและสับสนจึงลงคะแนนเสียงมากกว่าหนึ่งครั้ง เนื่องจากลืมว่าตนลงคะแนนเสียงไปแล้ว) เมื่อไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ AEC จะดำเนินการสืบสวนกรณีที่เหลือและอาจส่งเรื่องต่อเพื่อให้สำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (Australian Federal Police) พิจารณา

ในปี 2562 ทาง AEC ได้ให้การยืนยันว่าการลงคะแนนเสียงซ้ำเป็น“very small problem,” (เป็นปัญหาเล็กๆ) โดยมีผู้ออกมาลงคะแนนเสียงเพียง 0.03% จาก 91.9% เท่านั้นที่ได้รับการทำเครื่องหมายหลายครั้ง โดยการลงคะแนนเสียงซ้ำส่วนมากเป็นความผิดพลาดจากผู้ลงคะแนนเสียงสูงอายุ หรือไม่ชำนาญในการอ่านเขียน หรือมีความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งอยู่ในระดับต่ำ AEC ได้กล่าวย้ำผ่านการส่งความคิดเห็นสาธารณะให้คณะกรรมการว่าอัตราการลงคะแนนเสียงซ้ำในออสเตรเลียนั้นอยู่ในระดับ “negligible” (ไม่สลักสำคัญ) ตามข้อมูลของ AEC ในบริบทของการเลือกตั้งสหพันธรัฐปี 2565 มีการลงคะแนนเสียงซ้ำเพียง 13 กรณีจากการลงคะแนนเสียงทั้งหมด 15.5 ล้านครั้งเท่านั้นที่มีการส่งต่อให้สำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลียดำเนินการสืบสวนเพิ่มเติม (PC-25006; โปรดดู PC-25007)

ตามข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการ พบว่ามีการกล่าวอ้างว่าเกิดการโกงขึ้นในการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิอยู่บ่อยครั้ง โดยมีโพสต์บางโพสต์ที่มีการใช้แฮชแท็ก #StopTheSteal และ #RiggedReferendum การรายงานทางการข่าวเองก็ได้เน้นย้ำคล้ายๆ กันว่าการกล่าวอ้างว่ามีการโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงในบริบทของการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธินั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ตามข้อมูลจากเครื่องมือการติดตามที่ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการนำมาใช้ นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2567 มีการแชร์โพสต์ใน X ของ AEC บนแพลตฟอร์มของ Meta ไปมากกว่า 475 ครั้งและได้รับการแสดงความรู้สึกหลายพันครั้ง รวมถึงมีการดูอย่างน้อย 30,000 ครั้ง

3. อำนาจดำเนินการและขอบเขตของคณะกรรมการกำกับดูแล

คณะกรรมการมีอำนาจในการทบทวนคำตัดสินของ Meta หลังจากได้รับอุทธรณ์จากเจ้าของเนื้อหาที่ถูกลบออก (กฎบัตรข้อที่ 2 ส่วนที่ 1 และกฎข้อบังคับข้อที่ 3 ส่วนที่ 1)

คณะกรรมการอาจยืนตามหรือกลับคำตัดสินของ Meta ก็ได้ (กฎบัตรข้อที่ 3 ส่วนที่ 5) โดยคำตัดสินของคณะกรรมการจะมีผลผูกพันกับบริษัท (กฎบัตรข้อที่ 4) นอกจากนี้ Meta ยังต้องประเมินความเป็นไปได้ในการใช้บังคับคำตัดสินกับเนื้อหาที่เหมือนกันในบริบทแบบเดียวกันอีกด้วย (กฎบัตรข้อที่ 4) ทั้งนี้ คำตัดสินของคณะกรรมการอาจมีคำแนะนำที่ไม่มีผลผูกพันซึ่ง Meta จำเป็นต้องตอบสนอง (กฎบัตรข้อที่ 3 ส่วนที่ 4 และข้อที่ 4) เมื่อ Meta ให้คำมั่นว่าจะดำเนินการตามคำแนะนำ คณะกรรมการจะติดตามการนำคำแนะนำนั้นไปใช้ เมื่อคณะกรรมการเลือกกรณีที่ชี้ให้เห็นถึงประเด็นปัญหาที่คล้ายกัน กรณีเหล่านี้อาจได้รับการมอบหมายให้แก่กรรมการพร้อมกันเป็นชุดเพื่อพิจารณาด้วยกัน โดยจะให้คำตัดสินที่มีผลผูกพันสำหรับเนื้อหาแต่ละรายการ

4. แหล่งที่มาของอำนาจดำเนินการและแนวทาง

การวิเคราะห์ของคณะกรรมการในกรณีเหล่านี้พิจารณาตามมาตรฐานและบรรทัดฐานต่อไปนี้

I. คำตัดสินของคณะกรรมการกำกับดูแล

II. นโยบายเนื้อหาของ Meta

เหตุผลสำหรับนโยบายว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรมของ Meta ระบุไว้ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อ “ป้องกันและขัดขวางอันตรายในชีวิตจริงและพฤติกรรมเลียนแบบ” โดยห้ามไม่ให้มีเนื้อหาที่ “อำนวยความสะดวก จัด ส่งเสริม หรือยอมรับการกระทำบางอย่างที่เป็นอาชญากรรมหรือก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้คน ธุรกิจ ทรัพย์สิน หรือสัตว์” โดยนโยบายนี้ห้ามไม่ให้ผู้ใช้โพสต์เนื้อหาที่เป็น “การสนับสนุน การให้คำแนะนำ หรือการแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าจะเข้าร่วมกระบวนการลงคะแนนเสียงหรือการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างผิดกฎหมาย ยกเว้นเมื่อแชร์เพื่อประณาม สร้างความตระหนักรู้ รายงานข่าว หรือในบริบทที่ขบขันหรือเสียดสี”

นอกจากนี้ยังมีประเภทของเนื้อหาเกี่ยวกับการแทรกแซงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงหรือการสำรวจสำมะโนประชากรที่อาจถูกลบออกภายใต้นโยบาย โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีบริบทเพิ่มเติมเพื่อให้เหตุผลรับรองกับการลบดังกล่าว ซึ่งรวมถึง “การเรียกร้องให้มีการร่วมกระทำการแทรกแซงซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถของบุคคลในการเข้าร่วมการเลือกตั้งหรือการสำรวจสำมะโนประชากรของทางการ” รวมถึง “การขู่ว่าจะไปที่สถานที่เลือกตั้งเพื่อเฝ้าติดตามหรือดูกิจกรรมของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงหรือเจ้าหน้าที่การเลือกตั้งหากปรากฏร่วมกับการอ้างอิงถึงการข่มขู่”

นโยบายว่าด้วยความรุนแรงและการยุยงของ Meta มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกัน “อันตรายที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตจริง” ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่โพสต์บนแพลตฟอร์มของ Meta โดยนโยบายฉบับนี้ห้ามไม่ให้มี “การข่มขู่ที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิต (หรือความรุนแรงระดับสูงในรูปแบบอื่น)” รวมถึง “การข่มขู่ที่จะหยิบจับอาวุธหรือพกพาอาวุธไปยังสถานที่หนึ่งๆ หรือใช้กำลังเพื่อเข้าไปยังสถานที่หนึ่งๆ” เช่น “คูหาหรือสถานที่สำหรับการนับคะแนนเสียงหรือบริหารจัดการการเลือกตั้ง” นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้มีการข่มขู่ใช้ความรุนแรง “ที่เกี่ยวข้องกับการลงคะแนนเสียง การลงทะเบียนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง หรือการจัดการหรือผลการเลือกตั้ง แม้ว่าจะไม่มีเป้าหมายก็ตาม”

นโยบายว่าด้วยการให้ข้อมูลผิดของ Meta ระบุอย่างชัดเจนว่าบริษัทจะจัดการกับการให้ข้อมูลผิดในหมวดหมู่ที่แตกต่างกันอย่างไร โดย Meta ได้ลบ “เพื่อเป็นการเพิ่มความบริสุทธิ์ยุติธรรมในการเลือกตั้งและการสำรวจสำมะโนประชากร” และ “การให้ข้อมูลผิดที่มีแนวโน้มที่จะมีส่วนโดยตรงทำให้เกิดความเสี่ยงในการแทรกแซงความสามารถของผู้คนในการเข้าร่วมในกระบวนการ[ทางการเมือง]ดังกล่าวเหล่านั้น” ออกจากหนึ่งในหมวดหมู่ ซึ่งรวมถึง “การให้ข้อมูลผิดเกี่ยวกับผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง คุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง วิธีการพิจารณาบัตรดี-บัตรเสีย รวมถึงข้อมูลหรือเอกสารต่างๆ ที่ต้องใช้แสดงเพื่อลงคะแนนเสียง”

III. ความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของ Meta

หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNGP) ที่ได้รับการสนับสนุนโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปี 2554 กำหนดกรอบการทำงานตามความสมัครใจสำหรับความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของธุรกิจเอกชน ในปี 2564 Meta ได้ประกาศนโยบายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์กร โดยเน้นย้ำคำมั่นของตนในการเคารพสิทธิมนุษยชนตาม UNGP คณะกรรมการได้วิเคราะห์ความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของ Meta ในกรณีนี้โดยพิจารณาตามมาตรฐานสากลในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก: กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อที่ 19; ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 34 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ปี 2554; รายงานจากผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก ได้แก่รายงานที่ A/HRC/38/35 (2561) และ A/74/486 (2562)
  • สิทธิต่อการลงคะแนนเสียงและการเข้าร่วมในกิจกรรมสาธารณะ: ICCPR ข้อที่ 25; ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 25, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, 2539

5. ข้อมูลที่ผู้ใช้ส่งมา

ในข้อความที่ผู้ใช้ส่งให้กับคณะกรรมการ ผู้ใช้ทั้งคู่อ้างว่าตนเพียงแชร์ข้อมูลที่ AEC โพสต์เท่านั้น ผู้ใช้ที่สร้างโพสต์ที่สองกล่าวอ้างเพิ่มเติมว่าโพสต์ของตนเป็น “warning to others” (การเตือนผู้อื่น) ว่า “election may be fraudulent” (การเลือกตั้งอาจถือเป็นการโกง) เพราะอนุญาตให้มีการลงคะแนนเสียงซ้ำได้เนื่องจากผู้คน “don’t need to show ID” (ไม่จำเป็นต้องแสดงเอกสารประจำตัว) เพื่อให้มีการทำเครื่องหมายที่ชื่อของตนในรายชื่อ

6. ข้อมูลที่ Meta ส่งมา

Meta พิจารณาว่าโพสต์ทั้งคู่นั้นละเมิดแนวนโยบายในส่วน “การสนับสนุน การให้คำแนะนำ หรือการแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าจะเข้าร่วมกระบวนการลงคะแนนเสียงหรือการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างผิดกฎหมาย” ของมาตรฐานชุมชนว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรม ตามข้อมูลจากแนวทางภายในของ Meta สำหรับผู้ตรวจสอบเนื้อหา นโยบายว่าด้วยการแทรกแซงการลงคะแนนเสียงของ Meta ใช้บังคับกับทั้งการเลือกตั้งและ “การออกเสียงประชามติของทางการที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายระดับประเทศ” คำว่า “การลงคะแนนเสียงอย่างผิดกฎหมาย” มีความหมายรวมถึง “แต่ไม่จำกัดเพียง” รายการต่อไปนี้ “(a) การลงคะแนนเสียงสองครั้ง, (b) การสร้างข้อมูลการลงคะแนนเสียงเท็จเพื่อลงคะแนนเสียงในสถานที่ที่ตนไม่มีสิทธิ, (c) การสร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการมีสิทธิลงคะแนนเสียงของตนเอง และ (d) การขโมยบัตรลงคะแนนเสียง”

ในส่วนของโพสต์แรก ทาง Meta ได้เน้นย้ำถึงวลี “vote often” (โหวตให้บ่อย) ว่า “โดยทั่วไปแล้วสามารถตีความได้ว่าหมายถึงการลงคะแนนเสียงอย่างผิดกฎหมายมากกว่า 1 ครั้งในการเลือกตั้ง” นอกจากนี้ทางบริษัทยังมองว่าวลีดังกล่าวถูกโพสต์โดยไม่มีเจตนาเพื่อให้เป็นที่ขบขันหรือเสียดสี เนื่องจากผู้ใช้ได้เรียกร้องให้ผู้คนไปลงคะแนนเสียง “NO,” (ไม่เห็นชอบ) ซึ่งในมุมมองของ Meta นับว่าเป็นการดำการเพื่อส่งเสริมมุมมองทางการเมืองของผู้ใช้รายดังกล่าวอย่างแท้จริง นอกจากนี้ทางบริษัทยังได้แชร์ข้อมูลกับคณะกรรมการว่าเมื่อทำการตรวจสอบเนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งในวงกว้างแล้ว ทางบริษัทอาจไม่สามารถประเมินเจตนาของผู้ใช้ที่อาจโพสต์เพื่อเสียดสีได้เสมอไป

ในส่วนของโพสต์ที่สอง Meta มองว่าวลี “smash the voting centres” (ไปถล่มคูหาเลือกตั้ง) มีลักษณะเป็นการละเมิด โดยทางบริษัทได้อธิบายว่าการเรียกร้องของผู้ใช้รายนี้ “อาจตีความได้ว่าเป็นการสนับสนุนให้ผู้คนจำนวนมากออกมาลงคะแนนเสียงซ้ำในการเลือกตั้ง” ซึ่งถูกห้ามไว้โดยแนวนโยบายว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรมดังที่ว่า “การสนับสนุน...เข้าร่วมกระบวนการลงคะแนนเสียงหรือการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างผิดกฎหมาย”

ตามข้อมูลของ Meta หากทำการตีความตามตัวหนังสือวลีนี้จะหมายถึงการเรียกร้องให้ไปทำลายสถานที่ในศูนย์ลงคะแนนเสียง จึงจะทำให้วลีดังกล่าวละเมิดนโยบายว่าด้วยความรุนแรงและการยุยงเมื่อพิจารณาว่านโยบายฉบับนี้ห้ามทำสิ่งต่อไปนี้ (i) การข่มขู่ใช้ความรุนแรงระดับสูงกับสถานที่ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตหรือการบาดเจ็บร้ายแรงของบุคคลใดๆ ที่อยู่ในสถานที่ที่เป็นเป้าหมาย และ (ii) การข่มขู่ใช้ความรุนแรง “ที่เกี่ยวข้องกับการลงคะแนนเสียง การลงทะเบียนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง หรือการจัดการหรือผลการเลือกตั้ง แม้ว่าจะไม่มีเป้าหมายก็ตาม” ตามข้อมูลจากข้อแนะนำภายในของ Meta สำหรับผู้ตรวจสอบเนื้อหา การข่มขู่ต่อสถานที่จะต้องมีการระบุโดยใช้ “ถ้อยคำที่โจ่งแจ้ง” เช่น “ระเบิด” “เผา” “กราดยิง” นอกจากนี้ยังรวมถึงคำทั่วๆ ไป เช่น “โจมตี” “ซุ่มโจมตี” และ “ทำลาย” จึงจะพิจารณาว่าเนื้อหารายการหนึ่งๆ มีลักษณะเป็นการละเมิดภายใต้นโยบายฉบับนี้

Meta ได้เผยแพร่การดำเนินการด้านความบริสุทธิ์ยุติธรรมของบริษัทสำหรับการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิไว้ในบล็อกโพสต์ในเดือนกรกฎาคมปี 2566 โดย Meta ได้ให้ข้อมูลกับคณะกรรมการเพิ่มเติมว่าทางบริษัทได้ก่อตั้งทีมร่วมมือข้ามแผนกเพื่อเริ่มการเตรียมการสำหรับการออกเสียงประชามติในเดือนเมษายนปี 2566 ซึ่งทีมประกอบไปด้วยทีมจากเอเชียแปซิฟิก ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักปฏิบัติมาตรฐานสำหรับการเลือกตั้งระดับประเทศ นอกจากนี้ Meta ยังได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการผลิตภัณฑ์เพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรม (Integrity Product Operations Center หรือ IPOC) ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการหาเสียงก่อนการลงคะแนนเสียง ทั้งนี้เพื่อมุ่งเน้นไปที่การออกเสียงประชามติในช่วงเวลาที่มีแนวโน้มว่าจะมีความตึงเครียดสูงขึ้น IPOC ประกอบด้วยทีมปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถรับมือกับการยกระดับปัญหาและความเสี่ยงที่เป็นภัยที่สุดซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันลงคะแนนเสียงได้ Meta ไม่ได้ใช้บังคับโปรโตคอลนโยบายสำหรับภาวะวิกฤตหรือมาตรการปรับเปลี่ยนนโยบายอื่นใดในการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิครั้งนี้

นอกจากนี้ Meta ยังอธิบายถึง “มาตรการริเริ่มในไปป์ไลน์เพื่อตรวจหาตามคีย์เวิร์ด” ของบริษัทซึ่งระบุหาและต่อคิวเนื้อหาที่มีคีย์เวิร์ดซึ่งอาจมีลักษณะเป็นการละเมิดโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าคีย์เวิร์ดจะอยู่ในข้อความหรือรูปภาพอย่างภาพหน้าจอเพื่อรับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ผ่าน “ไปป์ไลน์ดิจิทัลพิเศษที่จะสแกนหาคีย์เวิร์ดแบบเฉพาะเจาะจง” Meta ให้ข้อมูลกับคณะกรรมการว่ารายการดังกล่าวที่มีคำศัพท์และวลีมากมายนั้นพัฒนาขึ้นโดยทีมด้านการให้ข้อมูลผิดและทีมประจำภูมิภาคของ Meta โดยฟังก์ชั่นหลักของระบบตรวจหาตามคีย์เวิร์ดนี้คือ “ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีความบริสุทธิ์ยุติธรรม” ในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติโดยการ “ระบุหาอย่างเป็นระบบและตรวจสอบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องด้วยตนเอง” ระบบตรวจหาตามคีย์เวิร์ดนี้ได้เปิดใช้งานในกรณีนี้เนื่องจากมีการจัดตั้ง IPOC ออนไลน์สำหรับการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิครั้งนี้ Meta ได้นำมาตรการริเริ่มนี้ไปใช้ทั่วโลก ซึ่งไม่ได้จำกัดไว้ที่ประเทศหรือภูมิภาคใดโดยเฉพาะ แต่มีการปรับให้เข้ากับบริบทในท้องถิ่น ตามข้อมูลของ Meta รายการของคีย์เวิร์ดมีลักษณะเป็นแบบ “ไดนามิก” และอาจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง รวมถึง “มีความเฉพาะเจาะจงตามลักษณะของแต่ละเหตุการณ์”

มาตรการริเริ่มนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบังคับใช้มาตรฐานชุมชนของ Meta ด้านต่อไปนี้ในเชิงรุก (i) นโยบายว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรมในส่วนของ “การโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงและ/หรือการสำรวจสำมะโนประชากร ซึ่งรวมถึงข้อเสนอในการซื้อหรือขายเสียงด้วยของขวัญที่เป็นเงิน และข้อความที่สนับสนุนหรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเข้าร่วมในกระบวนการลงคะแนนเสียงหรือการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างผิดกฎหมาย ” และ (ii) นโยบายว่าด้วยการให้ข้อมูลผิด โดยมุ่งเน้นไปที่การแทรกแซงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงหรือการสำรวจสำมะโนประชากร ซึ่งรวมถึง “การให้ข้อมูลผิดเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงหรือการสำรวจสำมะโนประชากรในด้านวันที่ สถานที่ เวลา วิธีการ คุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง วิธีการพิจารณาบัตรดี-บัตรเสีย และสิ่งจำเป็นสำหรับการลงคะแนนเสียง” ระบบตรวจหาตามคีย์เวิร์ดสำหรับการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิไม่ได้ออกแบบมาเพื่อบังคับใช้นโยบายเนื้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือการลงคะแนนเสียงในเชิงรุก เช่น นโยบายภายใต้มาตรฐานชุมชนว่าด้วยความรุนแรงและการยุยง อย่างไรก็ตาม หากมีเนื้อหาที่มีการรายงานปัญหาโดยมาตรการริเริ่มละเมิดมาตรฐานชุมชนอื่นๆ มาตรฐานชุมชนอื่นๆ นั้นก็อาจจะมีผลบังคับใช้เนื้อหาดังกล่าวในขั้นตอนการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่

ในส่วนของเนื้อหาของกรณีนี้ วลีที่ว่า “double vote” (โหวตซ้ำ) และ “vote multiple times” (โหวตหลายครั้ง) เป็นคีย์เวิร์ดที่ทำให้ระบบการตรวจหาของ Meta ทำงานขึ้น คำว่า “double vote” (โหวตซ้ำ) ไม่ได้ถูกใช้ในโพสต์บน Facebook โดยตรง แต่ปรากฏอยู่ในภาพหน้าจอของโพสต์ใน X ของ AEC และเนื้อหาใดๆ ที่มีคีย์เวิร์ดเหล่านี้ ไม่ว่าจะในข้อความหรือในรูปภาพอย่างโพสต์ก็จะถูก “รายงานและต่อคิวเพื่อรับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้เพื่อติดตามคำพูดที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางไม่ให้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียงในเชิงรุก”

คณะกรรมการสอบถาม Meta เป็นลายลักษณ์อักษรทั้งหมด 12 คำถาม คำถามที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเนื้อหาเกี่ยวกับการแทรกแซงการลงคะแนนเสียงของ Meta, ระบบตรวจหาตามคีย์เวิร์ด และโปรโตคอลที่ Meta นำมาปรับใช้เพื่อควบคุมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิ ซึ่ง Meta ตอบคำถามทุกข้ออย่างครบถ้วน

7. ความคิดเห็นสาธารณะ

คณะกรรมการกำกับดูแลได้รับความคิดเห็นสาธารณะ 5 รายการที่ตรงตามข้อกำหนดการส่งความคิดเห็น ความคิดเห็น 3 รายการมาจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโอเชียเนีย และความคิดเห็น 1 รายการมาจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา และความคิดเห็น 1 รายการมาจากยุโรป หากต้องการอ่านความคิดเห็นสาธารณะที่ส่งมาโดยมีการยินยอมให้เผยแพร่ได้ โปรดคลิกที่นี่

ข้อมูลที่ส่งเข้ามาครอบคลุมในเรื่องต่อไปนี้ บริบทด้านประวัติศาสตร์สังคมที่นำมาสู่การออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิ ประวัติศาสตร์ของการโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงในออสเตรเลีย การเผยแพร่ข้อมูลที่ชวนให้เข้าใจผิดและที่ปราศจากบริบทในช่วงที่มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิ และนโยบายเนื้อหาของ Meta และหลักปฏิบัติในการบังคับใช้นโยบายกับการให้ข้อมูลผิดในบริบททั่วไปมากยิ่งขึ้น

8. การวิเคราะห์ของคณะกรรมการกำกับดูแล

คณะกรรมการพิจารณาว่าโพสต์เหล่านี้ควรได้รับการลบออกหรือไม่โดยการวิเคราะห์นโยบายเนื้อหา ความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชน และค่านิยมของ Meta นอกจากนี้ คณะกรรมการยังได้ประเมินผลกระทบของกรณีนี้สำหรับแนวทางที่กว้างขึ้นของ Meta ต่อการกำกับดูแลเนื้อหา

คณะกรรมการเลือกกรณีดังกล่าวมาพิจารณาเพื่อตรวจสอบนโยบายการควบคุมเนื้อหาของ Meta รวมทั้งหลักปฏิบัติในการบังคับใช้นโยบายกับข้อมูลการลงคะแนนเสียงและการโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงที่ชวนให้เข้าใจผิดหรือที่ปราศจากบริบท เมื่อพิจารณาว่าปี 2567 จะมีการเลือกตั้งเป็นจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ กรณีเหล่านี้จัดอยู่ในลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ด้านการเลือกตั้งและพื้นที่เคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมของคณะกรรมการ

8.1 การปฏิบัติตามนโยบายเนื้อหาของ Meta

I. กฎด้านเนื้อหา

คณะกรรมการเห็นว่าโพสต์ทั้งคู่ละเมิดนโยบายว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรมซึ่งห้ามไม่ให้มีการสนับสนุนการเข้าร่วมในกระบวนการลงคะแนนเสียงหรือการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างผิดกฎหมาย วลี “vote often” (โหวตให้บ่อย) ในโพสต์แรกเมื่อแชร์ร่วมกันกับโพสต์ใน X ของ AEC เกี่ยวกับการนับจำนวนการลงคะแนนเสียงซ้ำแล้ว นับว่าเป็นการเรียกร้องให้มีส่วนร่วมในการทำสิ่งดังกล่าวอย่างชัดเจน ตามข้อมูลจากแนวทางภายในของ Metaสำหรับผู้ตรวจสอบเนื้อหา วลี “voting twice” (โหวตซ้ำ) นั้นถือเป็น “การลงคะแนนเสียงอย่างผิดกฎหมาย” รูปแบบหนึ่ง

นอกจากนี้ โพสต์ที่สองยังละเมิดนโยบายว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรม โดยในโพสต์มีภาพหน้าจอของโพสต์ใน X และมีโอเวอร์เลย์ข้อความว่า “so you can vote multiple times.” (สรุปว่าเราโหวตหลายครั้งได้ด้วย) นอกจากนี้โพสต์นี้ยังชักชวนให้ผู้คน “smash the voting centres.” (ไปถล่มคูหาเลือกตั้ง) ผู้ใช้รายนี้อาจเพียงพยายามที่จะสื่อให้เห็นถึงความไม่พึงพอใจต่อ AEC ที่ดูเหมือนจะอนุญาตให้ผู้คน “vote multiple times.” (โหวตหลายครั้งได้) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาวลีดังกล่าวร่วมกันกับโอเวอร์เลย์ข้อความที่เหลือในภาพหน้าจอที่กล่าวอ้างว่า AEC ยินยอมให้มีการลงคะแนนเสียงซ้ำและกล่าวหาว่าตั้งใจชี้นำให้ผู้คน “rigging,” (โกงผลคะแนน) แล้ว ก็สามารถตีความได้ตามความสมเหตุสมผลว่าเป็นการสนับสนุนให้ผู้คนจำนวนมากออกมาลงคะแนนเสียงซ้ำในคูหา ในบริบทของการเลือกตั้งในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการลงคะแนนเสียงภาคบังคับและมีผู้ออกมาลงคะแนนเสียงมากกว่า 90% การตีความว่า “smash the voting centres,” (ไปถล่มคูหาเลือกตั้ง) เป็นการเรียกร้องให้ผู้คนลงคะแนนเพียง 1 ครั้งนั้นจึงไม่สมเหตุสมผลเท่าใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเรียกร้องนี้ตามมาด้วยการกล่าวอ้างว่าผู้คน “can vote multiple times.” (โหวตหลายครั้งได้ด้วย) ซึ่งสนับสนุนโดยคำขอของผู้ใช้ที่ต้องการให้ผู้คนไปลงคะแนนเสียง “No” (ไม่เห็นชอบ) “NO, NO, NO, NO, NO” (ไม่เห็นชอบ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่) เมื่อพิจารณาในภาพรวมและในบริบทของการเลือกตั้งในออสเตรเลียแล้ว โพสต์ดังกล่าวถือเป็นการเรียกร้องให้ลงคะแนนเสียงซ้ำ ซึ่งนับเป็น “การลงคะแนนเสียงอย่างผิดกฎหมาย” ที่ถูกห้ามไว้โดยนโยบายว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรม

คณะกรรมการตระหนักดีว่าแม้จะมีความเป็นไปได้ที่โพสต์ดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นเพื่อเสียดสี แต่เจตนาการเสียดสีของโพสต์นั้นไม่ปรากฏอย่างชัดเจน คณะกรรมการไม่เชื่อว่าโพสต์ดังกล่าวมีเจตนาเพื่อเสียดสีโดยนัยเมื่อพิจารณาถึงถ้อยคำที่ใช้ในคำบรรยายและโอเวอร์เลย์ข้อความในรูปภาพ แม้ว่าระดับความแน่นอนในการกระตุ้นให้ดำเนินการของโพสต์ทั้งคู่จะแตกต่างกัน แต่โพสต์แต่ละโพสต์นั้นก็มีการร้องขอให้ทำการลงคะแนนเสียง “ที่ผิดกฎหมาย” ซ้ำ เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการพยายามโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงในบริบทของการเลือกตั้ง คณะกรรมการเชื่อว่าข้อยกเว้นด้านอารมณ์ขันหรือการเสียดสีควรใช้บังคับกับเนื้อหาที่น่าขบขันอย่างชัดเจนเท่านั้นสำหรับสถานการณ์ในลักษณะนี้ ดังนั้นโพสต์ทั้งคู่จึงไม่มีคุณสมบัติตามข้อยกเว้นนี้

นอกจากนี้โพสต์ดังกล่าวยังไม่มีคุณสมบัติตามข้อยกเว้นเกี่ยวกับการสร้างความตระหนักรู้ภายใต้นโยบายว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรม ภาพหน้าจอและเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นส่วนมากออกแบบมาเพื่อเรียกร้องให้สนใจถึงความเป็นไปได้ของการโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงโดยอิงตามข้อความของ AEC อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ได้ทำมากกว่าการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมอย่างแข็งขันให้ผู้อื่นมีเข้าร่วมในการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิอย่างผิดกฎหมายผ่านการลงคะแนนเสียงซ้ำ แทนการพูดคุยเกี่ยวกับโพสต์ใน X ของ AEC เท่านั้น และโพสต์ดังกล่าวเองก็ไม่มีบริบทเพิ่มที่ AEC ให้ไว้ในเธรดเดียวกันใน X ว่าการลงคะแนนเสียงซ้ำนั้นผิดกฎหมายในออสเตรเลีย ดังนั้น แทนที่จะเป็นการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการลงคะแนนเสียงซ้ำ โพสต์ทั้งคู่เผยแพร่การสื่อสารของ AEC แบบปราศจากบริบทเพื่อสื่อโดยนัยว่า AEC กล่าวว่าอนุญาตให้ลงคะแนนเสียงได้มากกว่า 1 ครั้ง

คณะกรรมการเห็นต่างกับ Meta และไม่เชื่อในการพิจารณาตามตัวอักษรของคำว่า “smash” (ถล่ม) (หมายถึงการทำลายสถานที่) จะมีผลใช้บังคับกับกรณีนี้ เมื่อพิจารณาแล้วว่าไม่มีสัญญาณที่บ่งชี้ว่าจะเป็นเช่นนั้น (เช่น บริบทของความขัดแย้งหรือความตึงเครียดที่สูงขึ้นพร้อมกับการแพร่กระจายเนื้อหาที่ยุยงให้เกิดความรุนแรงโดยตรงในวงกว้าง) ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการจึงสรุปว่าโพสต์ที่สองนั้นไม่ได้ละเมิดนโยบายว่าด้วยความรุนแรงและการยุยงของ Meta

นอกจากนี้คณะกรรมการยังได้ประเมินเนื้อหาทั้งคู่เทียบกับนโยบายว่าด้วยการให้ข้อมูลผิดของ Meta ด้วย เมื่อพิจารณาแล้วว่าเนื้อหาทั้งคู่นั้นเผยแพร่การสื่อสารของ AEC แบบปราศจากบริบท อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสรุปว่านโยบายที่มีผลใช้บังคับในกรณีนี้ก็คือมาตรฐานชุมชนว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรม เนื่องจากผู้ใช้ทั้งคู่ส่งเสริมให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในการโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียง

II. การดำเนินการบังคับใช้

คณะกรรมการตระหนักดีถึงการดำเนินการด้านความบริสุทธิ์ยุติธรรมของบริษัทสำหรับการออกเสียงประชามติของ Meta ซึ่งรวมถึงระบบตรวจหาตามคีย์เวิร์ดที่ Meta นำมาปรับใช้ด้วย ทางบริษัทอธิบายว่าได้นำระบบดังกล่าวมาใช้เพื่อค้นหาเนื้อหาที่อาจมีลักษณะเป็นการละเมิดในเชิงรุก ภายใต้แนวนโยบายเกี่ยวกับการแทรกแซงการลงคะแนนเสียงของมาตรฐานชุมชนว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรม และมาตรฐานชุมชนว่าด้วยการให้ข้อมูลผิด ตามข้อมูลของ Meta ระบบตรวจหาตามคีย์เวิร์ดได้รับการปรับให้เข้ากับบริบทในท้องถิ่นและมีคำศัพท์เฉพาะพื้นที่อยู่ ตามข้อมูลที่ Meta แชร์กับคณะกรรมการเกี่ยวกับวิธีการทำงานของมาตรการริเริ่ม คณะกรรมการชื่นชมที่บริษัทได้นำระบบตรวจหาตามคีย์เวิร์ดมาใช้และเล็งเห็นถึงประสิทธิภาพของระบบในกรณีนี้ มาตรการริเริ่มเช่นนี้จำเป็นต้องมีการใช้บังคับอย่างสม่ำเสมอในทั่วโลก และในทุกประเทศที่กำลังจัดการเลือกตั้งและกระบวนการแบบประชาธิปไตยอื่นใดอยู่ นอกจากนี้ คณะกรรมการยังเชื่อว่ามาตรการริเริ่มเช่นนี้ควรครอบคลุมถึงการแทรกแซงการลงคะแนนเสียงและนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้มาตรฐานชุมชนว่าด้วยความรุนแรงและการยุยง

เมื่อพิจารณาถึงขีดจำกัดของแนวทางตามคีย์เวิร์ดเพื่อตรวจหาเนื้อหาที่เป็นอันตรายแล้ว คณะกรรมการจะดำเนินการประเมินประสิทธิภาพระบบของ Meta ในกรณีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งต่อไป ในส่วนนี้ คณะกรรมการส่งเสริมให้ Meta จัดทำเกณฑ์ชี้วัดความสำเร็จสำหรับประเมินประสิทธิภาพของระบบตรวจหาตามคีย์เวิร์ด ตลอดจนพัฒนาการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้เพื่อระบุหาเนื้อหาที่อาจมีลักษณะเป็นการละเมิดภายใต้นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ซึ่งจะสอดคล้องกับคำแนะนำของคณะกรรมการในคำตัดสินของกรณีคำปราศรัยของนายพลจากบราซิลที่ให้ Meta “จัดทำกรอบการทำงานสำหรับประเมินการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมของบริษัท”

8.2 การปฏิบัติตามความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของ Meta

เสรีภาพในการแสดงออก (ICCPR ข้อที่ 19)

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights หรือ ICCPR) ข้อที่ 19 ให้การคุ้มครองการแสดงออก “ทุกประเภท” อย่างครอบคลุม สิทธินี้รวมถึง “เสรีภาพในการแสวงหา รับ และส่งต่อข้อมูลและแนวคิดทุกประเภท” คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้เน้นย้ำว่าการแสดงออกนั้นจะมีคุณค่ามากเป็นพิเศษเมื่อได้พูดคุยถึงประเด็นปัญหาด้านการเมือง ผู้สมัคร และผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้ง (ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 34 ย่อหน้าที่ 13) ซึ่งรวมถึงการแสดงออกที่ “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” ที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันของภาครัฐ และความคิดเห็นที่อาจมีข้อผิดพลาดด้วย (ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 34 ย่อหน้าที่ 11, 38 และ 49)

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้เน้นย้ำว่าเสรีภาพในการแสดงออกนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการจัดการกิจกรรมสาธารณะและเป็นการใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ (ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 34 ย่อหน้าที่ 20) นอกจากนี้ คณะกรรมการยังระบุเพิ่มเติมว่าการสื่อสารข้อมูลและแนวคิดอย่างอิสระเกี่ยวกับประเด็นปัญหาสาธารณะและทางการเมืองในกลุ่มพลเมืองนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้สิทธิเพื่อมีส่วนร่วมในการจัดการกิจกรรมสาธารณะและสิทธิในการลงคะแนนเสียง, ICCPR ข้อที่ 25 (ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 25 ย่อหน้าที่ 25) ในกรณีนี้ ผู้ใช้ทั้งคู่ได้มีส่วนร่วมในการออกเสียงประชามติซึ่งเป็นประเด็นของกับสาธารณประโยชน์เพื่อแชร์มุมมองของตนว่าผลลัพธ์ควรจะเป็นเช่นไร ดังนั้นจึงถือว่าพวกเขาเข้าร่วมโดยตรงในการอภิปรายสาธารณะที่เกิดขึ้นจากกระบวนการออกเสียงประชามติ

เมื่อรัฐจำกัดสิทธิในเสรีภาพดังกล่าว การจำกัดจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของความชอบด้วยกฎหมาย วัตถุประสงค์อันชอบธรรม รวมถึงความจำเป็นและความเหมาะสม (ICCPR ข้อที่ 19 ย่อหน้าที่ 3) โดยมักเรียกข้อกำหนดเหล่านี้ว่า “การทดสอบแบบสามส่วน” คณะกรรมการใช้กรอบการทำงานนี้เพื่อตีความปณิธานโดยสมัครใจของ Meta ต่อสิทธิมนุษยชน ทั้งที่เกี่ยวข้องกับคำตัดสินกรณีที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบและสำหรับความหมายต่อแนวทางในภาพใหญ่ของ Meta ต่อการกำกับดูแลเนื้อหา เช่นเดียวกันกับกรณีต่างๆ ก่อนหน้า(เช่น ชาวอาร์เมเนียในอาเซอร์ไบจานวิดีโอเชลยสงครามชาวอาร์เมเนีย) คณะกรรมการเห็นด้วยกับผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกว่า แม้ “บริษัทไม่มีข้อผูกมัดอย่างภาครัฐ บริษัทก็ยังมีอิทธิพลในระดับที่จำเป็นต้องตอบคำถามเดียวกันกับภาครัฐเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของผู้ใช้” (A/74/486 ย่อหน้าที่ 41) ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการจึงพยายามคำนึงถึงแนวทางต่างๆ ที่อาจทำให้ความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทโซเชียลมีเดียเอกชนแตกต่างออกไปจากแนวทางที่ภาครัฐใช้ข้อผูกพันด้านสิทธิมนุษยชน

I. ความชอบด้วยกฎหมาย (ความชัดเจนและการเข้าถึงกฎ)

กฎที่จำกัดการแสดงออกควรได้รับการจำกัดนิยามและสื่อสารไว้อย่างชัดเจน ทั้งกับผู้ที่บังคับใช้กฎและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎ (ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 34 ย่อหน้าที่ 25) ผู้ใช้ควรสามารถคาดการณ์ถึงผลกระทบของการโพสต์เนื้อหาบน Facebook และ Instagram ได้ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการที่นโยบายว่าด้วยการควบคุมดูแลเนื้อหาจะต้องมี “ความชัดเจนและความเฉพาะเจาะจง” (A/HRC/38/35, ย่อหน้าที่ 46)

ข้อความในมาตรฐานชุมชนว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรมที่เผยแพร่ต่อสาธารณะนั้นไม่ชัดเจนเพียงพอสำหรับผู้ใช้ เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญของความสามารถของผู้ใช้ในการมีส่วนร่วมพูดคุยประเด็นปัญหาด้านสาธารณประโยชน์บนโซเชียลมีเดียในบริบทของงานกิจกรรมด้านประชาธิปไตยแล้ว Meta ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ใช้ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับกฎที่มีผลใช้บังคับอย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้คาดการณ์ได้ว่าเนื้อหาที่ตนโพสต์รูปแบบใดที่อาจจะมีลักษณะเป็นการละเมิด ในส่วนนี้ คณะกรรมการเห็นว่าควรนำการชี้แจงที่อยู่ในแนวทางภายในว่าสิ่งใดถือเป็น “การลงคะแนนเสียงอย่างผิดกฎหมาย” มาใส่ไว้ในมาตรฐานชุมชนว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรมที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

II. วัตถุประสงค์อันชอบธรรม

การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์อันชอบธรรม (ICCPR ข้อที่ 19 ย่อหน้าที่ 3) ซึ่งรวมถึงการคุ้มครอง “ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง” และ “สิทธิของผู้อื่น”

นโยบายว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อ “ป้องกันและขัดขวางอันตรายในชีวิตจริงและพฤติกรรมเลียนแบบ” ด้วยการลบเนื้อหาที่เป็น “อำนวยความสะดวก จัด ส่งเสริม หรือยอมรับการกระทำบางอย่างที่เป็นอาชญากรรมหรือก่อให้เกิดอันตราย”

การคุ้มครองสิทธิในการลงคะแนนเสียงและการมีส่วนร่วมในการจัดการกิจกรรมสาธารณะเป็นวัตถุประสงค์อันชอบธรรมที่นโยบายว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรมของ Meta สามารถดำเนินการเพื่อให้บรรลุได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการเลือกตั้ง (ICCPR ข้อที่ 25) คณะกรรมการเห็นว่าการป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เรียกร้องให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในการโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงนั้นถือเป็นวัตถุประสงค์อันชอบธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิในการลงคะแนนเสียง ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 25 เกี่ยวกับสิทธิในการลงคะแนนเสียงระบุไว้ว่า “กระบวนการลงคะแนนเสียงและการนับคะแนนเสียงควรได้รับการตรวจสอบแบบอิสระ” เพื่อให้ “ผู้เลือกตั้งมีความเชื่อมั่นในระบบการรักษาความปลอดภัยของบัตรลงคะแนนเสียงและการนับคะแนนเสียง” (ย่อหน้าที่ 20) นอกจากนี้ยังระบุว่า “จะต้องใช้บังคับหลักการ 1 คน 1 เสียง” ซึ่งหมายความว่า “การลงคะแนนเสียงของผู้เลือกตั้ง 1 รายจะต้องมีความเท่าเทียมกับการลงคะแนนเสียงของผู้เลือกตั้งรายอื่น” (ย่อหน้าที่ 21) นอกจากนี้คณะกรรมการยังตั้งข้อสังเกตว่านโยบายดังกล่าวช่วยรักษาไว้ซึ่ง “ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง” ด้วยการคุ้มครองคูหาและกระบวนการแบบประชาธิปไตยไม่ให้ถูกแทรกแซงโดยผู้ลงคะแนนเสียงในระดับที่กว้างขึ้น

III. ความจำเป็นและความเหมาะสม

ภายใต้ ICCPR ข้อที่ 19 ย่อหน้าที่ 3 ความจำเป็นและความเหมาะสมกำหนดว่าการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกใดๆ “ต้องมีความเหมาะสมตามวัตถุประสงค์เพื่อการคุ้มครอง โดยข้อจำกัดต้องมีความเหมาะสมกับผลประโยชน์ที่จะคุ้มครอง” (ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 34 ย่อหน้าที่ 34) เพื่อเป็นการปฏิบัติตามความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของตนเอง บริษัทโซเชียลมีเดียควรพิจารณาถึงการตอบสนองต่างๆ ที่เป็นไปได้สำหรับเนื้อหาที่เป็นปัญหานอกเหนือจากการลบเนื้อหา ทั้งนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าข้อจำกัดต่างๆ จะถูกตีกรอบให้เหมาะสม (A/74/486 ย่อหน้าที่ 51)

คณะกรรมการเห็นว่าการที่ Meta ลบโพสต์ทั้งคู่ออกจาก Facebook นั้นสอดคล้องกับข้อกำหนดของความจำเป็นและความเหมาะสม คณะกรรมการตั้งข้อสังเกตว่าเนื้อถูกโพสต์ในช่วงไม่กี่วันก่อนมีการออกเสียงประชามติที่กำลังจะจัดขึ้น ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญที่มีนัยสำคัญในออสเตรเลีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อชนพื้นเมืองชาวอะบอริจินและชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส ในด้านหนึ่ง การแสดงความเห็นทางการเมืองก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการแบบประชาธิปไตย และผู้ใช้ทั้งคู่ก็มีส่วนร่วมโดยตรงในการอภิปรายสาธารณะที่เกิดขึ้นจากการออกเสียงประชามติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่ผู้ใช้เรียกร้องให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในการกระทำที่ผิดกฎหมายในบริบทของการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธินั้นก็มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้คนที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการลงคะแนนเสียงและการมีส่วนร่วมในการจัดการกิจกรรมสาธารณะ

เมื่อใช้บังคับนโยบายเหล่านี้กับเนื้อหาของกรณีดังกล่าว การเรียกร้องให้ “vote No” (โหวตไม่เห็นชอบ) ในโพสต์ทั้งคู่จะถูกว่าเป็นการแสดงความเห็นทางการเมืองที่ได้รับการคุ้มครองอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความเป็นจริงที่ว่าโพสต์ทั้งคู่นั้นส่งเสริมให้ผู้อื่นเข้าร่วมในการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิอย่างผิดกฎหมายผ่านการลงคะแนนเสียงซ้ำ วลีที่ว่า “vote often” (โหวตให้บ่อย) ในโพสต์แรกและวลีที่ว่า “smash the voting centres” (ไปถล่มคูหาเลือกตั้ง) ในโพสต์ที่สองนั้นเป็นคนละกรณีกัน ดังที่ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดกว่าในส่วนที่ 8.1 ข้างต้น ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการตั้งข้อสังเกตว่ามีการกล่าวอ้างว่าเกิดการโกงขึ้นในการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิอยู่บ่อยครั้ง ในขณะที่การรายงานทางการข่าวเองก็ได้เน้นย้ำว่าการกล่าวอ้างว่ามีการโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงนั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการเห็นว่าการที่ Meta ดำเนินการด้วยความระวังอย่างมากเพื่อคุ้มครองกระบวนการแบบประชาธิปไตยด้วยการป้องกันไม่ให้มีการพยายามโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงแพร่กระจายอยู่บนแพลตฟอร์มของ Meta เป็นสิ่งที่ถูกต้อง (ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 25) การแพร่กระจายเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงอาจสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ความบริสุทธิ์ยุติธรรมของกระบวนการเลือกตั้งนั้นตกอยู่ในความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม สมาชิกส่วนน้อยของคณะกรรมการเห็นว่าการลบโพสต์ที่เรียกร้องให้ผู้คน “smash the voting centres” (ไปถล่มคูหาเลือกตั้ง) ไม่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การทดสอบว่าด้วยความจำเป็นและความเหมาะสม เมื่อพิจารณาถึงการที่ Meta ไม่สามารถระบุ “ความเชื่อมโยงโดยตรงและใกล้ชิดระหว่างการแสดงออกกับการข่มขู่” (ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 34 ย่อหน้าที่ 35) สำหรับสมาชิกส่วนน้อยกลุ่มนี้ เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ใช้ทำการเรียกร้องให้ผู้คน “smash the voting centres” (ไปถล่มคูหาเลือกตั้ง) นั้นเป็นการเรียกร้องให้ผู้คนไปลงคะแนนเสียงซ้ำอย่างกำกวมแล้ว ความเชื่อมโยงกับการข่มขู่ด้านการโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงนั้นไม่ได้อยู่ในรูปแบบโดยตรงและใกล้ชิด

คณะกรรมการเชื่อว่าแนวทางของ Meta ที่ต้องการความชัดเจนจากผู้ใช้เมื่อบังคับใช้ข้อยกเว้นนั้นสมเหตุสมผลแล้วสำหรับการประเมินว่าเนื้อหานั้นถูกแชร์เพื่อประณาม การสร้างความตระหนักรู้ รายงานข่าว หรือในบริบทที่ขบขันหรือเสียดสีหรือไม่ โดยไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนในโพสต์ที่คณะกรรมการวิเคราะห์ว่าวลีที่ว่า “vote often” (โหวตให้บ่อย) และ “smash the voting centres” (ไปถล่มคูหาเลือกตั้ง) นั้นถูกใช้ในสำนวนเชิงโวหาร แต่มีการสนับสนุนการลงคะแนนเสียงซ้ำอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการกระทำที่จะทำให้ความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีกลไกรับรองสิทธิตกอยู่ในความเสี่ยง ดังนั้นการลบโพสต์ทั้งคู่ออกจึงเป็นการตอบสนองจาก Meta ที่จำเป็นและเหมาะสม

นอกจากนี้ เสียงส่วนน้อยของคณะกรรมการไม่เชื่อว่าการลบเนื้อหาดังกล่าวนั้นเป็นวิธีการที่ล่วงล้ำน้อยที่สุดที่ Meta สามารถใช้เพื่อจัดการกับคำพูดที่เกี่ยวข้องกับการโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียง และเห็นว่าการที่ Meta ไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าใช้แนวทางอื่นได้นั้นไม่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยความจำเป็นและความเหมาะสม ผู้รายงานพิเศษได้ระบุว่า “รัฐต้องประเมินว่าการจำกัดการแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นแนวทางปฏิบัติที่สร้างข้อจำกัดน้อยที่สุดหรือไม่ และบริษัทก็ต้องทำการประเมินในลักษณะเดียวกัน และบริษัทต้องมีหน้าที่ในการพิสูจน์ความจำเป็นและความเหมาะสมต่อสาธารณะเมื่อทำการประเมินดังกล่าว” (A/74/486 ย่อหน้าที่ 51) เสียงส่วนน้อยของคณะกรรมการกลุ่มนี้มองว่า Meta ควรแสดงให้เห็นอย่างเป็นสาธารณะว่า เพราะเหตุใดการลบเนื้อหาจึงเป็นวิธีการที่ล่วงล้ำน้อยที่สุดจากในบรรดาเครื่องมือมากมายที่บริษัทสามารถนำมาใช้ได้เพื่อป้องกันอันตรายในระยะใกล้ที่อาจเกิดขึ้นได้ หากบริษัทไม่สามารถให้เหตุผลรับรองการดำเนินการดังกล่าวได้ ทาง Meta ก็ควรระบุอย่างโปร่งใสว่ากฎเกี่ยวกับคำพูดของบริษัทนั้นเบี่ยงเบนออกไปจากมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รวมถึงระบุเหตุผลรับรองต่อสาธารณะในการดำเนินการเช่นนั้น เสียงส่วนน้อยในกลุ่มเชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้คณะกรรมการมีหน้าที่พิจารณาการให้เหตุผลรับรองต่อสาธารณะของ Meta ซึ่งจะทำให้เกิดการพูดคุยแบบสาธารณะโดยไม่เกิดความเสี่ยงว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

9. คำตัดสินของคณะกรรมการกำกับดูแล

คณะกรรมการกำกับดูแลยืนตามคำตัดสินของ Meta ในการลบเนื้อหาทั้งคู่ออก

10. คำแนะนำ

นโยบายเนื้อหา

1. เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้จะได้รับข้อมูลอย่างเต็มรูปแบบเกี่ยวกับประเภทของเนื้อหาที่ถูกห้ามภายใต้ส่วน “การโกงจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงและ/หรือการสำรวจสำมะโนประชากร” ในมาตรฐานชุมชนว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรม Meta ควรเพิ่มคำนิยามของบริษัทสำหรับคำว่า “การลงคะแนนเสียงอย่างผิดกฎหมาย” ไว้เป็นส่วนหนึ่งของข้อความในนโยบายที่ห้ามไม่ให้มี “การสนับสนุน การให้คำแนะนำ หรือการแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าจะเข้าร่วมกระบวนการลงคะแนนเสียงหรือการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างผิดกฎหมาย ยกเว้นเมื่อแชร์เพื่อประณาม สร้างความตระหนักรู้ รายงานข่าว หรือในบริบทที่ขบขันหรือเสียดสี”

คณะกรรมการจะพิจารณาว่ามีการนำคำแนะนำนี้ไปใช้แล้วก็ต่อเมื่อ Meta ปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานชุมชนว่าด้วยการร่วมมือกันทำอันตรายและการส่งเสริมอาชญากรรมของบริษัทให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

*หมายเหตุตามกระบวนการ:

คำตัดสินของคณะกรรมการกำกับดูแลจัดทำขึ้นโดยกรรมการสมาชิก 5 คนและได้รับการอนุมัติจากเสียงส่วนใหญ่ในคณะกรรมการแล้ว คำตัดสินของคณะกรรมการไม่ได้แสดงถึงมุมมองส่วนบุคคลของสมาชิกทั้งหมดเสมอไป

ในการพิจารณาคำตัดสินนี้ คณะกรรมการได้มอบหมายให้มีการดำเนินการศึกษาวิจัยโดยอิสระในนามของคณะกรรมการ โดยคณะกรรมการได้รับความช่วยเหลือด้านข้อมูลจาก Duco Advisers ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านความสัมพันธ์กันระหว่างภูมิรัฐศาสตร์ ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย รวมถึงด้านเทคโนโลยี Memetica ซึ่งเป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยแบบโอเพนซอร์สเกี่ยวกับเทรนด์ในโซเชียลมีเดียเองก็ได้ให้การวิเคราะห์ไว้เช่นกัน

Return to Case Decisions and Policy Advisory Opinions