Anulado

บอทเมียนมา

คณะกรรมการกำกับดูแลได้กลับคำตัดสินของ Facebook ในการลบโพสต์ในภาษาพม่าออกภายใต้มาตรฐานชุมชนว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง

Tipo de decisión

Estándar:

Políticas y temas

Tema
Libertad de expresión, Política
Estándar comunitario
Lenguaje que incita al odio

Regiones/Países

Ubicación
Myanmar

Plataforma

Plataforma
Facebook

ข้อมูลโดยสรุปของกรณี

คณะกรรมการกำกับดูแลได้กลับคำตัดสินของ Facebook ในการลบโพสต์ในภาษาพม่าออกภายใต้มาตรฐานชุมชนว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง คณะกรรมการเห็นว่าโพสต์ดังกล่าวไม่ได้มุ่งโจมตีผู้คนชาวจีน แต่เป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยโพสต์ดังกล่าวใช้ถ้อยคำหยาบคายเพื่อกล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลจีนในฮ่องกงในระหว่างการพูดคุยเกี่ยวกับการเมืองถึงบทบาทของรัฐบาลจีนในเมียนมา

เกี่ยวกับกรณี

ในเดือนเมษายน 2564 ผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งในเมียนมาได้เผยแพร่โพสต์เป็นภาษาพม่าในไทม์ไลน์ของตนเอง โพสต์นั้นได้กล่าวถึงวิธีต่างๆ ในการจำกัดเงินทุนสำหรับกองทัพเมียนมาหลังจากเกิดรัฐประหารในเมียนมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 โดยเสนอให้มอบรายได้จากภาษีอากรให้แก่คณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพ (CRPH) ซึ่งเป็นคณะผู้บัญญัติกฎหมายที่ต่อต้านรัฐประหาร อนึ่ง โพสต์นั้นมีการรับชมราวห้าแสนครั้งและไม่มีผู้ใช้ Facebook รายใดรายงานโพสต์ดังกล่าว

Facebook แปลส่วนที่พิจารณาว่าเป็นการละเมิดในโพสต์ของผู้ใช้ออกมาว่า “Hong Kong people, because the fucking Chinese tortured them, changed their banking to UK, and now (the Chinese) they cannot touch them.” (เพราะถูกพวกเหี้ยจีนทรมาน ประชาชนฮ่องกงเลยเปลี่ยนไปใช้ธนาคารของสหราชอาณาจักร ตอนนี้พวกนั้น (จีน) เลยทำอะไรคนฮ่องกงไม่ได้แล้ว) Facebook ได้ลบโพสต์นี้ออกภายใต้มาตรฐานชุมชนว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง ซึ่งห้ามไม่ให้เผยแพร่เนื้อหาที่มุ่งโจมตีบุคคลหรือกลุ่มคนเนื่องจากเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ หรือถิ่นกำเนิดด้วย “ถ้อยคำหรือวลีที่หยาบคายโดยมีเจตนาเพื่อดูหมิ่น”

ผู้ตรวจสอบเนื้อหาทั้งสี่รายที่ตรวจสอบโพสต์นี้เห็นพ้องกันว่าโพสต์ดังกล่าวละเมิดกฎของ Facebook โดยผู้ใช้ระบุในอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการว่าตนโพสต์เนื้อหาดังกล่าวเพื่อ “stop the brutal military regime” (หยุดระบอบการปกครองอันป่าเถื่อนของกองทัพ)

ข้อมูลสำคัญที่พบ

กรณีนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการพิจารณาบริบทเมื่อบังคับใช้นโยบายว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง รวมถึงความสำคัญของการคุ้มครองการพูดคุยเกี่ยวกับการเมือง อนึ่ง เมื่อพิจารณาถึงรัฐประหารที่เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 และบทบาทสำคัญของ Facebook ในฐานะสื่อกลางการสื่อสารภายในประเทศ กรณีดังกล่าวนี้ก็ยิ่งมีความเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

โพสต์ดังกล่าวใช้วลีภาษาพม่า “$တရုတ်” ซึ่ง Facebook แปลออกมาว่า “fucking Chinese” (พวกเหี้ยจีน หรือ “สุด ทะโยด”) โดย Facebook ระบุว่า “ทะโยด” เป็นคำ “ที่ได้รับการตีความทางวัฒนธรรมและทางภาษาศาสตร์ว่ามีความทับซ้อนกันในแง่ของตัวตน/ความหมายระหว่างจีนซึ่งเป็นประเทศกับผู้คนชาวจีน” ซึ่ง Facebook กล่าวว่า เมื่อพิจารณาลักษณะของคำนี้และการที่ผู้ใช้ไม่ได้ “ระบุอย่างชัดเจนว่าคำดังกล่าวหมายถึงประเทศ/รัฐบาลจีน” ทางบริษัทจึงตัดสินว่า “ผู้ใช้หมายถึงผู้คนชาวจีนเป็นอย่างน้อย” ด้วยเหตุนี้ Facebook จึงได้ลบโพสต์ออกภายใต้มาตรฐานชุมชนว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง

เนื่องจากในภาษาพม่ามีการใช้คำเดียวกันนี้เพื่อกล่าวถึงรัฐและผู้คนจากรัฐนั้น บริบทจึงสำคัญยิ่งต่อการทำความเข้าใจความหมายตามเจตนา โดยปัจจัยหลายประการเป็นเหตุให้คณะกรรมการเชื่อว่าผู้ใช้ไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีผู้คนชาวจีนแต่เป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน

โพสต์ส่วนที่มีการอ้างว่าละเมิดกฎของ Facebook นั้นเป็นการกล่าวถึงนโยบายด้านการเงินของจีนในฮ่องกงว่าเป็น “การทารุณ” หรือ “การข่มเหง” และไม่ใช่การกล่าวถึงการกระทำของบุคคลทั่วไปหรือผู้คนชาวจีนในเมียนมา นักแปลทั้งสองรายของคณะกรรมการระบุว่า ในกรณีนี้ “ทะโยด” เป็นคำที่กล่าวถึงรัฐ เมื่อสอบถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจมีความคลุมเครือในการใช้คำในกรณีนี้ นักแปลของคณะกรรมการก็ไม่ได้แจ้งว่ามีข้อสงสัยใดๆ อีกทั้งยังกล่าวว่าในโพสต์มีคำต่างๆ ที่รัฐบาลเมียนมาและสถานทูตจีนมักใช้เพื่อกล่าวถึงกันและกัน นอกจากนี้ยังไม่มีผู้ใช้รายใดรายงานโพสต์ดังกล่าว แม้จะมีผู้รับชมโพสต์ถึงห้าแสนคนและแชร์โพสต์อีกกว่า 6,000 คน ความคิดเห็นสาธารณะยังอธิบายว่าโพสต์มีน้ำเสียงโดยรวมเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองด้วยเช่นกัน

เนื่องจากโพสต์ไม่ได้มุ่งโจมตีผู้คนจากเชื้อชาติ สัญชาติ หรือถิ่นกำเนิด แต่เป็นการมุ่งโจมตีรัฐ คณะกรรมการจึงมีความเห็นว่าโพสต์ไม่ได้ละเมิดมาตรฐานชุมชนว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชังของ Facebook

คำตัดสินของคณะกรรมการกำกับดูแล

คณะกรรมการกำกับดูแลกลับคำตัดสินของ Facebook ในการลบเนื้อหาออกและกำหนดให้กู้คืนโพสต์ดังกล่าว

ในคำแถลงเพื่อให้คำแนะนำด้านนโยบาย คณะกรรมการแนะนำให้ Facebook ดำเนินการต่อไปนี้

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการจัดทำมาตรฐานการบังคับใช้สำหรับภายในในภาษาที่ผู้ควบคุมเนื้อหาตรวจสอบเนื้อหา หากจำเป็นต้องพิจารณาตามลำดับความสำคัญ Facebook ควรมุ่งพิจารณาบริบทที่มีความเสี่ยงต่อสิทธิมนุษยชนรุนแรงกว่าเป็นอันดับแรก

*ข้อมูลสรุปของกรณีจะกล่าวถึงภาพรวมของกรณีนี้และไม่อาจถือเป็นบรรทัดฐาน

คำตัดสินฉบับสมบูรณ์ของกรณี

1. ข้อมูลโดยสรุปของคำตัดสิน

คณะกรรมการกำกับดูแลได้กลับคำตัดสินของ Facebook ในการลบเนื้อหาออกภายใต้มาตรฐานชุมชนว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง โดยคณะกรรมการเห็นว่าโพสต์ดังกล่าวไม่ถือเป็นคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง

2. คำอธิบายกรณี

ในเดือนเมษายน 2564 ผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งในเมียนมาได้เผยแพร่โพสต์เป็นภาษาพม่าในไทม์ไลน์ของตนเอง โพสต์นั้นได้กล่าวถึงวิธีต่างๆ ในการจำกัดเงินทุนสำหรับกองทัพเมียนมาหลังจากเกิดรัฐประหารในเมียนมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 โดยเสนอให้มอบรายได้จากภาษีอากรให้แก่คณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพ (CRPH) ซึ่งเป็นคณะผู้บัญญัติกฎหมายที่ต่อต้านรัฐประหาร โพสต์มีจำนวนการรับชมราว 500,000 ครั้ง การแสดงความรู้สึกประมาณ 6,000 ครั้ง และมีการแชร์ 6,000 ครั้งโดยประมาณ โดยที่ไม่มีผู้ใช้ Facebook รายใดรายงานโพสต์นี้

Facebook แปลส่วนที่พิจารณาว่าเป็นการละเมิดในโพสต์ของผู้ใช้ออกมาว่า “Hong Kong people, because the fucking Chinese tortured them, changed their banking to UK, and now (the Chinese) they cannot touch them.” (เพราะถูกพวกเหี้ยจีนทรมาน ประชาชนฮ่องกงเลยเปลี่ยนไปใช้ธนาคารของสหราชอาณาจักร ตอนนี้พวกนั้น (จีน) เลยทำอะไรคนฮ่องกงไม่ได้แล้ว) โดยหนึ่งวันหลังจากที่มีการโพสต์ Facebook ก็ได้ลบโพสต์ออก เนื่องจากเป็นคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง “ระดับ 2” ภายใต้มาตรฐานชุมชนว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง ซึ่งห้ามไม่ให้เผยแพร่เนื้อหาที่มุ่งโจมตีบุคคลหรือกลุ่มคนเนื่องจากเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ หรือถิ่นกำเนิดด้วย “ถ้อยคำหรือวลีที่หยาบคายโดยมีเจตนาเพื่อดูหมิ่น”

Facebook ระบุว่า การรีแชร์รายการหนึ่งของโพสต์นี้ “ถูกเลือกให้เป็นตัวอย่างหนึ่งโดยอัตโนมัติและส่งไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพื่อใช้ในการฝึกตัวแยกประเภท” ซึ่งเป็นการฝึกที่ Facebook ต้องสร้างชุดข้อมูลตัวอย่างของเนื้อหาที่ละเมิดนโยบายและเนื้อหาที่ไม่ละเมิดนโยบายขึ้นมาเพื่อนำไปฝึกระบบการตรวจจับอัตโนมัติและกระบวนการบังคับใช้ให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าเนื้อหามีการละเมิดนโยบายของ Facebook หรือไม่ ผู้ตรวจสอบตัดสินว่าโพสต์ที่แชร์ไปนั้นละเมิดมาตรฐานชุมชนว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง โดยแม้ว่าวัตถุประสงค์ของกระบวนการนี้คือการสร้างชุดเนื้อหาเพื่อนำไปฝึกตัวแยกประเภท แต่เมื่อพบว่าโพสต์ที่แชร์มีลักษณะเป็นการละเมิด โพสต์ดังกล่าวจึงถูกลบออก

เนื่องจากพบว่าโพสต์ที่แชร์นั้นละเมิดกฎของ Facebook “บอทดำเนินการดูแล” จึงระบุโพสต์ต้นฉบับเพื่อนำไปตรวจสอบโดยอัตโนมัติ โดย Facebook อธิบายว่าบอทดำเนินการดูแลเป็นบัญชี Facebook ภายในที่ไม่ได้ทำการประเมินเนื้อหาใดๆ แต่เพียง “ดำเนินการต่างๆ ในระบบการบังคับใช้ตามคำตัดสินจากเจ้าหน้าที่หรือจากระบบอัตโนมัติ” จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสองรายก็ได้วิเคราะห์โพสต์ต้นฉบับ และทั้งสองรายได้ตัดสินว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง “ระดับ 2” เนื้อหาดังกล่าวจึงถูกลบออก ผู้ใช้ได้อุทธรณ์เกี่ยวกับการลบโพสต์ออกต่อ Facebook และเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายที่สี่ก็ยืนตามคำตัดสินให้ลบออก Facebook ระบุว่า “ผู้ตรวจสอบเนื้อหาในกรณีนี้ล้วนเป็นสมาชิกทีมตรวจสอบเนื้อหาภาษาพม่าที่ Facebook ทั้งหมด” จากนั้น ผู้ก็ใช้ได้ส่งอุทธรณ์ของตนถึงคณะกรรมการกำกับดูแล

3. อำนาจดำเนินการและขอบเขต

คณะกรรมการมีอำนาจในการทบทวนคำตัดสินของ Facebook หลังจากได้รับอุทธรณ์จากผู้ใช้เจ้าของโพสต์ที่ถูกลบออก (กฎบัตรข้อที่ 2 ส่วนที่ 1, กฎข้อบังคับข้อที่ 2 ส่วนที่ 2.1) คณะกรรมการอาจยืนตามหรือกลับคำตัดสินดังกล่าวก็ได้ (กฎบัตรข้อที่ 3 ส่วนที่ 5) คำตัดสินของคณะกรรมการนี้มีผลผูกพันและอาจประกอบด้วยคำแถลงเพื่อให้คำแนะนำด้านนโยบาย โดยคำแนะนำเหล่านี้จะไม่มีผลผูกพัน แต่ Facebook ต้องดำเนินการตามคำแนะนำดังกล่าว (กฎบัตรข้อที่ 3 ส่วนที่ 4) คณะกรรมการคือกลไกการร้องทุกข์อิสระ มีหน้าที่จัดการข้อโต้แย้งในลักษณะที่มีความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักการ

4. มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

คณะกรรมการได้พิจารณามาตรฐานต่อไปนี้ในการบรรลุคำตัดสินของคณะกรรมการ

I. มาตรฐานชุมชนของ Facebook

มาตรฐานชุมชนของ Facebook นิยามคำพูดที่แสดงความเกลียดชังไว้ว่าเป็น “การโจมตีบุคคลโดยตรงโดยนำสิ่งที่เราเรียกว่าลักษณะของบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองมาใช้เป็นเป้าในการโจมตี อันได้แก่ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ถิ่นกำเนิด การนับถือศาสนา รสนิยมทางเพศ วรรณะ เพศสรีระ เพศสภาวะ อัตลักษณ์ทางเพศ และโรคร้ายแรงหรือความทุพพลภาพ” เนื้อหาที่ไม่ได้รับอนุญาตภายใต้ “ระดับ 2” รวมไปถึงการด่าทอ ซึ่งนิยามไว้ว่าเป็น “ถ้อยคำหรือวลีที่หยาบคายโดยมีเจตนาเพื่อดูหมิ่น รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง “fuck, bitch, motherfucker” (ไอ้เหี้ย อีดอก ไอ้เย็ดแม่)

II. ค่านิยมของ Facebook

ค่านิยมของ Facebook มีการระบุอยู่ในบทนำของมาตรฐานชุมชน โดยมีการระบุให้ค่านิยมด้าน “ความคิดเห็น” เป็น “สิ่งสำคัญสูงสุด” ดังนี้

เป้าหมายของมาตรฐานชุมชนของเราคือการสร้างพื้นที่ในการแสดงออกและทำให้ผู้คนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตัวเองได้ […] เราต้องการให้ผู้คนสามารถพูดคุยกันถึงประเด็นปัญหาที่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับตนได้อย่างเปิดกว้าง แม้ว่าอาจมีผู้คนบางส่วนไม่เห็นด้วยหรือคัดค้านก็ตาม

Facebook จำกัด “ความคิดเห็น” เพื่อรักษาไว้ซึ่งค่านิยมสี่ประการ และค่านิยมสองประการที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ได้แก่

“ความปลอดภัย”: เรามุ่งมั่นที่จะทำให้ Facebook เป็นสถานที่ที่ปลอดภัย เราจึงไม่อนุญาตให้มีการแสดงความคิดเห็นที่เป็นการคุกคามผู้คนบน Facebook เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่เนื้อหานั้นจะข่มขู่ กีดกัน หรือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของผู้อื่น

“ศักดิ์ศรี”: เราเชื่อว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีและสิทธิเท่าเทียมกัน เราคาดหวังว่าผู้คนจะเคารพศักดิ์ศรีของผู้อื่นและไม่คุกคามหรือสร้างความเสื่อมเสียแก่ผู้อื่น

III. มาตรฐานสิทธิมนุษยชน

หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNGP) ที่ได้รับการสนับสนุนโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปี 2554 กำหนดกรอบการทำงานตามความสมัครใจสำหรับภาระหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนของธุรกิจเอกชน Facebook ได้ประกาศนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัท โดยระลึกถึงคำมั่นของตนในการเคารพสิทธิมนุษยชนตาม UNGP ในปี 2564 การวิเคราะห์ของคณะกรรมการในกรณีนี้พิจารณาตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. เสรีภาพในการแสดงออก: กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อที่ 19 (ICCPR), ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 34, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, 2554
  2. ความรับผิดชอบของธุรกิจ: ธุรกิจ สิทธิมนุษยชน และภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากข้อขัดแย้ง: รายงานเพื่อการดำเนินการอย่างเข้มงวด (A/75/212), คณะการทำงานแห่งสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนและบริษัทข้ามชาติและองค์กรธุรกิจอื่นๆ

5. คำแถลงของผู้ใช้

ผู้ใช้ระบุในอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการว่าตนโพสต์เนื้อหานี้เพื่อ “stop the brutal military regime” (หยุดระบอบการปกครองอันป่าเถื่อนของกองทัพ) และเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้นำประชาธิปไตยในเมียนมา นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจำกัดเงินทุนของระบอบการปกครองของกองทัพเมียนมา โดยผู้ใช้ระบุว่าตนเองเป็น “นักเคลื่อนไหว” และสันนิษฐานว่าผู้ให้ข้อมูลของกองทัพเมียนมาเป็นผู้รายงานโพสต์ อีกทั้งยังระบุอีกว่า “ผู้ที่เข้าใจภาษาเมียนมา” ควรเป็นผู้ตรวจสอบเนื้อหาของตน

6. คำอธิบายคำตัดสินของ Facebook

Facebook ลบเนื้อหานี้ออกเนื่องจากเป็นการโจมตี “ระดับ 2” ภายใต้มาตรฐานชุมชนว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง โดยเนื้อหาละเมิดนโยบายที่ห้ามไม่ใช้ให้ถ้อยคำด่าทอที่หยาบคายโจมตีผู้อื่นเนื่องจากเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และ/หรือถิ่นกำเนิดของบุคคลนั้นๆ Facebook ระบุว่าเนื้อหาที่บริษัทอ้างว่าเป็นการละเมิดนี้ถือเป็นการโจมตีผู้คนชาวจีน

เนื้อหาดังกล่าวมีวลีภาษาพม่าว่า “$တရုတ်” ซึ่งทีมประจำภูมิภาคของ Facebook แปลออกมาว่า “fucking Chinese” (พวกเหี้ยจีน หรือ “สุด ทะโยด”) โดยทีมประจำภูมิภาคของ Facebook อธิบายเพิ่มเติมว่า “$” สามารถใช้เป็นตัวย่อสำหรับ “စောက်” หรือ “สุด” ซึ่งแปลความหมายได้ว่า “fucking” (เหี้ย) ทีมของ Facebook ระบุว่า “ทะโยด” เป็นคำ “ที่ได้รับการตีความทางวัฒนธรรมและทางภาษาศาสตร์ว่ามีความทับซ้อนกันในแง่ของตัวตน/ความหมายระหว่างจีนซึ่งเป็นประเทศกับผู้คนชาวจีน” และ Facebook ได้ส่งคู่มือลับสำหรับใช้ภายในที่เกี่ยวข้องหรือที่เรียกว่ามาตรฐานการบังคับใช้สำหรับภายในให้แก่คณะกรรมการ โดยเป็นคู่มือสำหรับผู้ควบคุมของบริษัทเกี่ยวกับการจำแนกภาษาที่มุ่งโจมตีผู้คนตามลักษณะที่ได้รับการคุ้มครองและแนวคิดเกี่ยวกับลักษณะที่ได้รับการคุ้มครอง

นอกจากนี้ Facebook ยังระบุในเหตุผลสำหรับคำตัดสินของบริษัทว่าหลังจากเกิดรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ก็ “มีรายงานเกี่ยวกับความรู้สึกต่อต้านจีนมากขึ้นเรื่อยๆ” ในเมียนมา รวมถึงมี “ชาวจีนหลายคนได้รับบาดเจ็บ ถูกกักขัง หรือถูกฆ่าในการลอบวางเพลิงที่มีการกล่าวหาว่าเป็นการโจมตีโรงงานเสื้อผ้าที่ได้รับเงินทุนจากจีนในเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา” Facebook ตอบคำถามของคณะกรรมการโดยระบุว่าบริษัทไม่มีการติดต่อใดๆ กับระบอบการปกครองของกองทัพเมียนมาเกี่ยวกับโพสต์นี้

Facebook กล่าวว่าเมื่อพิจารณาลักษณะของคำว่า “ทะโยด” และการที่ผู้ใช้ไม่ได้ “ระบุอย่างชัดเจนว่าคำดังกล่าวหมายถึงประเทศ/รัฐบาลจีน” Facebook จึงตัดสินว่า “ผู้ใช้กล่าวถึงผู้คนชาวจีนเป็นอย่างน้อย” ด้วยเหตุนี้ Facebook จึงแจ้งว่าการลบโพสต์ออกนั้นสอดคล้องกับมาตรฐานชุมชนว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง

นอกจากนี้ Facebook ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่าการลบเนื้อหานั้นออกสอดคล้องกับค่านิยมด้าน “ศักดิ์ศรี” และ “ความปลอดภัย” ของ Facebook เมื่อนำมาเทียบกับค่านิยมด้าน “ความคิดเห็น” Facebook กล่าวว่าการด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายที่มุ่งเป้าโจมตีผู้คนชาวจีน “อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้คนเหล่านั้น” และมีลักษณะเป็นการ “ดูถูก ลดทอนความเป็นมนุษย์ และเหยียดหยามศักดิ์ศรีของแต่ละบุคคล”

Facebook โต้แย้งว่าคำตัดสินของตนนั้นสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ อีกทั้งระบุว่าคำตัดสินเป็นไปตามข้อบังคับตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศว่าด้วยความชอบด้วยกฎหมาย วัตถุประสงค์อันชอบธรรม และความจำเป็นและความเหมาะสม โดย Facebook กล่าวว่านโยบายของบริษัท “สามารถเข้าดูได้ง่าย” ในมาตรฐานชุมชนและ “การเลือกใช้คำของผู้ใช้อยู่ในขอบเขตการไม่อนุญาตให้ใช้ถ้อยคำหยาบคายอย่างชัดเจน” นอกจากนี้ คำตัดสินให้ลบเนื้อหาออกยังมีความชอบธรรมเพื่อคุ้มครอง “สิทธิของผู้อื่นจากอันตรายและการเลือกปฏิบัติ” ท้ายที่สุด คำตัดสินให้ลบเนื้อหาออกมี “ความจำเป็นและความเหมาะสม” เนื่องจาก “เนื้อหามีที่ถ้อยคำหยาบคายซึ่งมุ่งโจมตีผู้คนชาวจีนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้น ‘สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้มีการยอมทนต่อการกระทำรุนแรงและเป็นการส่งเสริมการเลือกปฏิบัติในสังคม’” โดยอ้างอิงคำตัดสินของคณะกรรมการในกรณี 2021-002-FB-UA เกี่ยวกับ Zwarte Piet ซึ่ง Facebook ระบุว่ามีความคล้ายคลึงกันเนื่องจาก “ทั้งสองกรณีมีความเกี่ยวข้องกับคำพูดที่แสดงความเกลียดชังที่มุ่งโจมตีผู้อื่นเนื่องจากเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ของบุคคลนั้นๆ”

7. ข้อมูลที่ส่งโดยบุคคลที่สาม

คณะกรรมการกำกับดูแลได้รับความคิดเห็นสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ 10 รายการ ความคิดเห็น 5 รายการมาจากเอเชียแปซิฟิกและโอเชียเนีย หรือหากจะให้กล่าวอย่างเจาะจงก็คือมาจากเมียนมา และอีก 5 รายการมาจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา คณะกรรมการได้รับความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งรวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและองค์กรประชาสังคมที่มุ่งเน้นด้านเสรีภาพในการแสดงออกและคำพูดที่แสดงความเกลียดชังในเมียนมา

ข้อมูลที่ส่งเข้ามาครอบคลุมถึงประเด็นต่างๆ รวมถึงการแปลและการวิเคราะห์คำว่า “สุด ทะโยด” ตลอดจนประเด็นที่ว่าเนื้อหาเป็นการโจมตีสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือผู้คนชาวจีน โพสต์เป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ควรได้รับการคุ้มครองในบริบทของข้อขัดแย้งในเมียนมาหรือไม่ ความรู้สึกต่อต้านชาวจีนในเมียนมาเพิ่มขึ้นหลังจากเกิดรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 หรือไม่ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างจีนและระบอบการปกครองของกองทัพเมียนมา และหลักปฏิบัติในการควบคุมเนื้อหาของ Facebook โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ การฝึก และการตรวจสอบเครื่องมืออัตโนมัติของ Facebook สำหรับเนื้อหาภาษาพม่า

หากต้องการอ่านความคิดเห็นสาธารณะที่ส่งมาสำหรับกรณีนี้ โปรดคลิกที่นี่

8. การวิเคราะห์ของคณะกรรมการกำกับดูแล

กรณีนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของบริบทเมื่อบังคับใช้นโยบายด้านเนื้อหาที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้ใช้จากคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง ในขณะที่ยังเคารพการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งยิ่งมีความสำคัญเป็นพิเศษในเมียนมาเนื่องจากรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 และความสำคัญของ Facebook ในฐานะสื่อกลางการสื่อสาร คณะกรรมการพิจารณาคำถามที่ว่าควรกู้คืนเนื้อหานี้หรือไม่โดยคำนึงถึงมาตรฐานสามด้าน ได้แก่ มาตรฐานชุมชนของ Facebook รวมถึงค่านิยม และความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัท

8.1 การปฏิบัติตามมาตรฐานชุมชน

คณะกรรมการเห็นว่าการกู้คืนเนื้อหานี้สอดคล้องกับมาตรฐานชุมชนของ Facebook ว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง นโยบายของ Facebook ห้ามไม่ให้ใช้ “ถ้อยคำหยาบคายที่มีเจตนาเพื่อดูหมิ่น” ที่มุ่งโจมตีบุคคลหรือผู้คนเนื่องจากเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ หรือถิ่นกำเนิด คณะกรรมการมีข้อสรุปว่าโพสต์ดังกล่าวไม่ได้มุ่งโจมตีผู้คนแต่เป็นการโจมตีนโยบายรัฐบาลจีนในฮ่องกง รวมทั้งสร้างขึ้นในบริบทของการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของรัฐบาลจีนในเมียนมา

นอกเหนือจากความคิดเห็นสาธารณะแล้ว คณะกรรมการยังขอให้มีการแปลข้อความดังกล่าวจากสองแหล่ง ซึ่งประกอบด้วยการแปลจากผู้พูดภาษาพม่าหนึ่งรายที่อาศัยอยู่ในเมียนมาและผู้พูดภาษาพม่าอีกรายที่อาศัยอยู่นอกเมียนมา ความคิดเห็นสาธารณะและนักแปลของคณะกรรมการระบุว่าในเมียนมามีการใช้คำเดียวกันเพื่อกล่าวถึงรัฐและผู้คนจากรัฐนั้น ด้วยเหตุนี้ บริบทจึงสำคัญยิ่งในการทำความเข้าใจความหมายตามเจตนา ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษสำหรับการบังคับใช้นโยบายว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชังของ Facebook ในช่วงเวลาที่เนื้อหาถูกลบออก มาตรฐานชุมชนว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชังระบุว่าห้ามไม่ให้โจมตีผู้อื่นเนื่องจากถิ่นกำเนิด แต่ไม่ได้ห้ามไม่ให้โจมตีประเทศต่างๆ

คณะกรรมการได้พิจารณาปัจจัยหลากหลายประการในการตัดสินว่าโพสต์นี้ไม่ได้มุ่งโจมตีผู้คนชาวจีนเนื่องจากชาติพันธุ์ เชื้อชาติ หรือถิ่นกำเนิด ประการแรก โพสต์โดยรวมชี้แนะวิธีในการจำกัดการให้เงินทุนแก่ระบอบปกครองของกองทัพและให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ CRPH ประการที่สอง ส่วนที่มีการอ้างว่าเป็นการละเมิดนั้นเป็นการกล่าวถึงนโยบายทางการเงินของจีนในฮ่องกงว่าเป็น “การทารุณ” หรือ “การข่มเหง” และไม่ใช่การกล่าวถึงการกระทำของบุคคลทั่วไปหรือผู้คนชาวจีนในเมียนมา ประการที่สามคือ แม้ว่าการที่ไม่มีผู้ใดรายงานโพสต์ที่แชร์ออกไปอย่างกว้างขวางจะไม่ได้หมายความว่าโพสต์นั้นไม่ได้ละเมิดนโยบายเสมอไป แต่มีผู้คนกว่า 500,000 คนรับชมโพสต์นี้ และมีอีกกว่า 6,000 คนแชร์ โดยที่ไม่มีผู้ใช้รายใดรายงานโพสต์เลย ประการที่สี่ นักแปลทั้งสองรายที่คณะกรรมการขอคำปรึกษาได้ระบุว่าแม้จะมีการใช้คำเดียวกันนี้เพื่อกล่าวถึงทั้งรัฐและประชาชนในรัฐ แต่ในกรณีนี้เป็นการใช้คำเพื่อกล่าวถึงรัฐ เมื่อสอบถามถึงความเป็นไปได้ที่อาจมีความคลุมเครือในการใช้คำนี้ นักแปลทั้งสองก็ไม่ได้แจ้งว่ามีข้อสงสัยใดๆ ประการที่ห้าคือ นักแปลทั้งสองรายระบุว่าในโพสต์มีคำต่างๆ ที่รัฐบาลเมียนมาและสถานทูตจีนมักใช้เพื่อกล่าวถึงกันและกัน ประการสุดท้าย ความคิดเห็นสาธารณะโดยทั่วไปมีความเห็นว่าลักษณะโดยรวมของโพสต์นั้นเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมือง

ด้วยเหตุนี้ เนื่องจากถ้อยคำหยาบคายดังกล่าวไม่ได้มุ่งโจมตีผู้คนเนื่องจากเชื้อชาติ สัญชาติ หรือถิ่นกำเนิด แต่เป็นการมุ่งโจมตีรัฐ คณะกรรมการจึงตัดสินว่าโพสต์ดังกล่าวไม่ได้ละเมิดมาตรฐานชุมชนว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชังของ Facebook ทั้งนี้ สิ่งสำคัญยิ่งคือต้องไม่มีการตีความว่าการห้ามไม่ให้โจมตีผู้คนเนื่องจากลักษณะที่ได้รับการคุ้มครองนั้นเป็นการปกป้องรัฐบาลหรือสถาบันต่างๆ จากการวิพากษ์วิจารณ์ คณะกรรมการตระหนักว่าคำพูดที่แสดงความเกลียดชังต่อต้านชาวจีนนั้นเป็นปัญหาที่รุนแรง แต่โพสต์นี้เป็นการกล่าวถึงสาธารณรัฐประชาชนจีน

คณะกรรมการไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของ Facebook ที่ว่าคำตัดสินให้ลบโพสต์ออกของบริษัทนั้นเป็นไปตามการให้เหตุผลของคณะกรรมการคำตัดสินของกรณี 2021-002-FB-UA (ที่คณะกรรมการยืนตามคำตัดสินให้ลบภาพผู้คนทาใบหน้าสีดำออก) ในกรณีดังกล่าวนั้น Facebook มีกฎที่ห้ามไม่ให้แสดงภาพผู้คนทาใบหน้าสีดำ และคณะกรรมการก็อนุญาตให้ Facebook บังคับใช้กฎข้อดังกล่าวกับเนื้อหาที่มีการแสดงภาพการทาใบหน้าสีดำของ Zwarte Piet ทว่าในกรณีนี้ บริบทของโพสต์ชี้ให้เห็นว่าภาษาที่ใช้ไม่ได้ละเมิดกฎของ Facebook แต่อย่างใด

ระหว่างที่คณะกรรมการดำเนินการพิจารณากรณีนี้อยู่นั้น Facebook ได้ปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานชุมชนว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชังเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อห้ามไม่ให้มี “แนวคิด” เกี่ยวกับลักษณะที่ได้รับการคุ้มครองในบางกรณี กฎใหม่นี้ระบุว่า Facebook “ต้องมีข้อมูลและ/หรือบริบทเพิ่มเติม” สำหรับการบังคับใช้ และระบุว่าผู้ใช้ต้องไม่โพสต์ “เนื้อหาที่โจมตีแนวคิด สถาบัน ความคิด หลักปฏิบัติ หรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับลักษณะที่ได้รับการคุ้มครอง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีส่วนนำไปสู่อันตรายฉับพลันต่อร่างกาย การข่มเหง หรือการเลือกปฏิบัติกับผู้คนที่มีลักษณะที่ได้รับการคุ้มครองนั้นๆ”

เนื่องจากกฎนี้ไม่ได้รวมอยู่ในมาตรฐานชุมชนในช่วงเวลาที่ Facebook ลบเนื้อหานี้ออก และ Facebook ก็ไม่ได้แย้งว่าบริษัทลบเนื้อหาออกภายใต้มาตรฐานฉบับปรับปรุงแก้ไขนี้ต่อคณะกรรมการ คณะกรรมการจึงไม่ได้ดำเนินการวิเคราะห์การใช้นโยบายข้อนี้กับกรณีนี้ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการมีความเห็นว่า “แนวคิด สถาบัน ความคิด หลักปฏิบัติ หรือความเชื่อ” อาจครอบคลุมถึงการแสดงออกอย่างหลากหลาย ซึ่งรวมถึงการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

8.2 การปฏิบัติตามค่านิยมของ Facebook

คณะกรรมการสรุปว่าการกู้คืนเนื้อหานี้สอดคล้องกับค่านิยมของ Facebook แม้ว่าค่านิยมด้าน “ศักดิ์ศรี” และ “ความปลอดภัย” ของ Facebook จะมีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ในเมียนมา แต่เนื้อหานี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงใดๆ ต่อค่านิยมในลักษณะที่จะสามารถใช้เป็นข้ออ้างต่อการจำกัด “ความคิดเห็น” ได้ นอกจากนี้ คณะกรรมการยังมีความเห็นว่าโพสต์นี้มีคำพูดแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งเป็นใจความสำคัญของค่านิยมด้าน “ความคิดเห็น”

8.3 การปฏิบัติตามภาระหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนของ Facebook

คณะกรรมการมีข้อสรุปว่าการกู้คืนเนื้อหานี้สอดคล้องกับภาระหน้าที่ด้านมนุษยชนในฐานะธุรกิจของ Facebook ซึ่ง Facebook มีปณิธานที่จะเคารพสิทธิมนุษยชนภายใต้หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNGP) โดยนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทระบุไว้ว่ารวมถึงการรักษากติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)

ICCPR ข้อที่ 19 ให้การคุ้มครองการแสดงออกอย่างทั่วถึง การคุ้มครองนี้เป็นการคุ้มครอง “ระดับสูงเป็นพิเศษ” สำหรับการแสดงออกและการอภิปรายทางการเมือง ซึ่งรวมถึงการแสดงออกและการอภิปรายเกี่ยวกับสถาบันสาธารณะ (ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 34 ย่อหน้าที่ 38) ข้อที่ 19 นี้กำหนดให้ต้องมีการจำกัดการแสดงออกของรัฐเพื่อให้ผ่านการทดสอบสามส่วนด้านความชอบด้วยกฎหมาย ความชอบธรรม รวมถึงความจำเป็นและความเหมาะสม คณะกรรมการจึงมีข้อสรุปว่าการดำเนินการของ Facebook ไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามภาระหน้าที่ของบริษัทในฐานะธุรกิจในการทดสอบนี้

I. ความชอบด้วยกฎหมาย (ความชัดเจนและการเข้าถึงกฎ)

หลักความชอบด้วยกฎหมายภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศกำหนดว่ากฎใดๆ ที่รัฐใช้เพื่อจำกัดการแสดงออกจะต้องชัดเจนและสามารถเข้าถึงได้ (ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 34 ย่อหน้าที่ 25) กฎที่จำกัดการแสดงออกยังต้อง “แจ้งแนวทางอย่างเพียงพอแก่ผู้ที่มีหน้าที่จำกัดการแสดงออก เพื่อให้บุคคลเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ว่าการแสดงออกประเภทใดมีการจำกัดอย่างเหมาะสมและประเภทใดที่ไม่เหมาะสม” (ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 34 ย่อหน้าที่ 25)

มาตรฐานชุมชนว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชังห้ามไม่ให้ใช้ถ้อยคำหยาบคายมุ่งโจมตีผู้อื่นเนื่องจากเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ หรือถิ่นกำเนิด โดย Facebook ได้แจ้งต่อคณะกรรมการว่า เนื่องจากความยากลำบากใน “การระบุเจตนาตามขอบเขตที่แท้จริง Facebook จึงพิจารณาว่าวลี “fucking Chinese” (พวกเหี้ยจีน) เป็นการกล่าวถึงทั้งผู้คนชาวจีนและประเทศหรือรัฐบาลจีน เว้นแต่ว่าผู้ใช้จะให้บริบทเพิ่มเติมว่าวลีดังกล่าวหมายถึงประเทศหรือรัฐบาลเพียงเท่านั้น” นโยบายที่กำหนดให้ลบเนื้อหาออกโดยปริยายไม่ได้ระบุอยู่ในมาตรฐานชุมชน

คณะกรรมการมีข้อสรุปว่าผู้ใช้ได้แจ้งบริบทเพิ่มเติมแล้วว่าโพสต์เป็นการกล่าวถึงรัฐหรือประเทศ ดังที่อธิบายไว้ในการวิเคราะห์ของคณะกรรมการเกี่ยวกับมาตรฐานชุมชนว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง (ส่วนที่ 8.1 ข้างต้น) ผู้ตรวจสอบของ Facebook หลายรายมีข้อสรุปที่ต่างจากนักแปลของคณะกรรมการ ผู้คนที่ส่งความคิดเห็นสาธารณะเข้ามา และอาจรวมถึงผู้ใช้จำนวนมากกว่า 500,000 คนที่รับชมโพสต์นี้และไม่ได้รายงานโพสต์ เมื่อพิจารณาจากจำนวนที่แตกต่างกันนี้ คณะกรรมการจึงตั้งข้อสงสัยต่อคู่มือสำหรับใช้ภายใน แหล่งข้อมูล และการฝึกอบรมที่ Facebook เสนอให้แก่ผู้ควบคุมเนื้อหา

ทั้งนี้เนื่องจากคณะกรรมการเห็นว่าผู้ใช้ไม่ได้ละเมิดนโยบายว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชังของ Facebook คณะกรรมการจึงไม่ได้ตัดสินว่านโยบายที่ไม่ได้เผยแพร่เป็นสาธารณะในการกำหนดให้ลบเนื้อหาออกโดยปริยายนั้นละเมิดหลักความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการกังวลว่านโยบายที่กำหนดให้ลบเนื้อหาออกโดยปริยายเมื่อถ้อยคำหยาบคายสามารถถูกตีความว่าเป็นการมุ่งโจมตีผู้คนหรือรัฐนั้นไม่มีความชัดเจนในมาตรฐานชุมชน โดยทั่วไปแล้ว Facebook ควรเผยแพร่คู่มือสำหรับใช้ภายในที่มีข้อแตกต่างจากการตีความมาตรฐานชุมชนซึ่งเผยแพร่ต่อสาธารณะให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้

II. วัตถุประสงค์อันชอบธรรม

การจำกัดการแสดงออกใดๆ ของรัฐควรเป็นไปตามหนึ่งในวัตถุประสงค์อันชอบธรรมที่ระบุไว้ใน ICCPR ซึ่งรวมถึง “สิทธิของผู้อื่น” โดย Facebook ระบุว่านโยบายว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชังของบริษัทมีเจตนาเพื่อปกป้องผู้ใช้จากการเลือกปฏิบัติ คณะกรรมการเห็นด้วยว่าเจตนานี้เป็นวัตถุประสงค์อันชอบธรรม

III. ความจำเป็นและความเหมาะสม

หลักความจำเป็นและความเหมาะสมภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศกำหนดว่า การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกใดๆ “ต้องมีความเหมาะสมตามวัตถุประสงค์เพื่อการคุ้มครอง โดยข้อจำกัดต้องเป็นเครื่องมือที่ล่วงล้ำน้อยที่สุดในหมู่เครื่องมือที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการคุ้มครอง รวมถึงต้องมีความเหมาะสมกับผลประโยชน์ที่จะคุ้มครอง” (ความคิดเห็นทั่วไปหมายเลข 34 ย่อหน้าที่ 34) จากการตีความเนื้อหาของคณะกรรมการในกรณีนี้ คณะกรรมการตัดสินว่าการจำกัดโพสต์นี้ไม่ได้เป็นการบรรลุวัตถุประสงค์ในการคุ้มครอง

UNGP ระบุว่าธุรกิจควรดำเนินการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อประเมินผลกระทบจากการกระทำของธุรกิจ (UNGP 17) รวมทั้งตระหนักว่าความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อสิทธิมนุษยชนนั้นมีความรุนแรงมากขึ้นในบริบทที่ได้รับผลกระทบจากข้อขัดแย้ง (UNGP 7) คณะการทำงานแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนและบริษัทข้ามชาติและองค์กรธุรกิจอื่นๆ ระบุว่าภาระหน้าที่ที่ต้องดำเนินการอย่างถี่ถ้วนของธุรกิจควรสอดคล้องกับความซับซ้อนและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นว่าจะเกิดอันตรายในบางสถานการณ์ (A/75/212 ย่อหน้าที่ 41-49) และเช่นเดียวกันกับคำตัดสินกรณี 2021-001-FB-FBR คณะกรรมการแนะนำให้ Facebook “ใช้ทรัพยากรและความเชี่ยวชาญอย่างเพียงพอในการประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายจากบัญชีที่มีอิทธิพลในทั่วโลก” โดยตระหนักว่า Facebook ควรมุ่งเน้นความสนใจไปยังภูมิภาคที่มีความเสี่ยงมากกว่า

ในกรณีนี้ คณะกรรมการมีความเห็นว่าภาระหน้าที่ที่เข้มงวดเหล่านี้ไม่ควรนำไปสู่การลบเนื้อหาออกโดยปริยาย ทั้งนี้เนื่องจากทั้งการปล่อยให้เนื้อหาที่เป็นอันตรายเผยแพร่ต่อไปและการลบเนื้อหาที่แทบไม่มีความเสี่ยงต่ออันตรายออกล้วนแล้วแต่มีผลกระทบสูง แม้ว่าข้อกังวลของ Facebook เกี่ยวกับคำพูดที่แสดงความเกลียดชังในเมียนมาจะมีความสมเหตุสมผล แต่ Facebook ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษที่จะไม่ลบการวิพากษ์วิจารณ์หรือการแสดงออกทางการเมืองออก อย่างเช่นในกรณีนี้ที่สนับสนุนการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย

คณะกรรมการระบุว่านโยบายของ Facebook ในการสันนิษฐานว่าถ้อยคำหยาบคายที่กล่าวถึงถิ่นกำเนิด (ในกรณีนี้คือ “$တရုတ်”) เป็นการกล่าวถึงรัฐและผู้คนนั้นอาจนำไปสู่การบังคับใช้อย่างเกินควรในบางบริบททางภาษาศาสตร์ ดังเช่นในกรณีนี้ที่มีการใช้คำเดียวกันเพื่อกล่าวถึงทั้งรัฐและผู้คน นอกจากนี้ คณะกรรมการยังมีความเห็นว่าการลบเนื้อหานี้ออกมีขอบเขตผลกระทบนอกเหนือจากกรณีนี้ เนื่องจาก Facebook อธิบายว่าคำนี้ถูกนำมาใช้เป็นตัวอย่างเนื้อหาที่ละเมิดมาตรฐานชุมชนว่าด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชังเพื่อการฝึกตัวแยกประเภท

ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศจึงสนับสนุนการกู้คืนเนื้อหากลับสู่ Facebook

9. คำตัดสินของคณะกรรมการกำกับดูแล

คณะกรรมการกำกับดูแลกลับคำตัดสินของ Facebook ในการลบเนื้อหาออกและกำหนดให้กู้คืนเนื้อหาดังกล่าว Facebook มีหน้าที่ภายใต้กฎบัตรของคณะกรรมการที่จะต้องนำคำตัดสินนี้ไปใช้ในบริบทที่คล้ายคลึงกัน รวมทั้งควรระบุเนื้อหานี้ว่าเป็นเนื้อหาที่ไม่ละเมิดนโยบายในกรณีที่นำไปใช้ในการฝึกตัวแยกประเภท

10. คำแนะนำด้านนโยบาย

Facebook ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการจัดทำมาตรฐานการบังคับใช้สำหรับภายในในภาษาที่ผู้ควบคุมเนื้อหาตรวจสอบเนื้อหา หากจำเป็นต้องพิจารณาตามลำดับความสำคัญ Facebook ควรมุ่งพิจารณาบริบทที่มีความเสี่ยงต่อสิทธิมนุษยชนรุนแรงกว่าเป็นอันดับแรก

*หมายเหตุตามกระบวนการ:

คำตัดสินของคณะกรรมการกำกับดูแลจัดทำขึ้นโดยกรรมการสมาชิกห้าคนและได้รับการอนุมัติจากเสียงส่วนใหญ่ในคณะกรรมการแล้ว คำตัดสินของคณะกรรมการไม่ได้แสดงถึงมุมมองส่วนบุคคลของสมาชิกทั้งหมดเสมอไป

ในการพิจารณาคำตัดสินนี้ คณะกรรมการได้มอบหมายให้มีการดำเนินการศึกษาวิจัยโดยอิสระในนามของคณะกรรมการ โดยได้รับข้อมูลบริบททางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมจากสถาบันวิจัยอิสระซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่มหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก (University of Gothenburg) และได้ระดมทีมนักสังคมศาสตร์กว่า 50 คนในหกทวีป ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ มากกว่า 3,200 คนจากทั่วโลก ส่วนข้อมูลด้านภาษานั้นได้รับจากบริษัท Lionbridge Technologies LLC ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญที่แตกฉานในภาษาต่างๆ มากกว่า 350 ภาษาและทำงานจาก 5,000 เมืองทั่วโลก

Volver a Decisiones de casos y opiniones consultivas sobre políticas